นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 มาตรการ วงเงินรวม 1.3 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการลดหย่อนภาษี การแจกเงิน และการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
มาตรการลดหย่อนภาษี
มาตรการแรกคือการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนผู้ที่มีรายได้ระหว่าง 1.5 แสนถึง 3 แสนบาท จะได้รับการลดหย่อนภาษีในอัตราร้อยละ 50 ของภาษีที่ต้องชำระ คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านคน
การแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
มาตรการที่สองคือการแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2568 โดยผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินดังกล่าวโดยอัตโนมัติ คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 14 ล้านคน วงเงินรวม 4.2 หมื่นล้านบาท
โครงการคนละครึ่งเฟส 6
มาตรการที่สามคือโครงการคนละครึ่งเฟส 6 โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ร้อยละ 50 สูงสุดไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 20 ล้านคน ระยะเวลาโครงการ 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2568
สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
มาตรการที่สี่คือการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลจะเร่งรัดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการพัฒนาท่าเรือ และโครงการก่อสร้างถนน วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว
มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs
มาตรการสุดท้ายคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยรัฐบาลจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงธุรกิจและเพิ่มสภาพคล่อง โดยมีระยะเวลาการชำระคืนสูงสุด 5 ปี
นายกฯ เศรษฐา กล่าวว่า "มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs" ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5-1.0 ในปี 2568



