เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อหาเสียงเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, นางสาวเบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และนายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1
เบญจาชี้ปัญหาเรื้อรังพัทยา ถูกกลุ่มทุนครอบงำ
นางสาวเบญจากล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนไม่ใช่แค่การเลือกผู้บริหารพื้นที่ปกครองพิเศษที่มีงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท แต่คือโอกาสที่ชาวพัทยาจะกำหนดอนาคตร่วมกัน พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาเรื้อรัง ทั้งอาชญากรรม รถติด น้ำท่วม น้ำประปาขาดแคลนและราคาแพงที่กระทบการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจท้องถิ่นถูกแย่งชิงโดยกลุ่มทุนข้ามชาติและทุนสีเทา “เราเห็นแต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ที่ได้งบประมาณในการจัดสรร จัดงานอีเวนต์ งานดนตรี งานเทศกาลกระจายทั่วพัทยา แต่คนที่ทำงานบริการภาคกลางคืน ทำงานค้าขายริมชายหาด มีโอกาสจะได้เข้าไปจับจองจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ ระดับโลกกับเขาบ้างไหม? และนี่คือพัทยาในวันนี้ที่คนอื่นมองเข้ามาแล้วก็เห็นแค่กลุ่มทุนแค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ที่มีโอกาสเติบโตสร้างผลกำไรกอบโกยรายได้จากคนพัทยา แต่กลับไม่เห็นหัวคนพัทยาเลย”
ปดิพัทธ์ชูพัทยาน่าอยู่ ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม
นายปดิพัทธ์สะท้อนภาพพัทยาที่ซ่อนอยู่หลังฉากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ชาวบ้านยังเผชิญปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มาตรฐาน ถนนขุดเจาะไม่เสร็จ ขยะหมักหมม ค่าครองชีพสูง และมาเฟียข้ามชาติ โดยย้ำว่าเมืองท่องเที่ยวระดับโลกวัดกันที่ความน่าอยู่ ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมเป็นธรรม และการจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส “เราจะให้นายอิทธิวัฒน์ และ ส.ม. ทุกคน เดินหน้าเข้าสู่อำนาจที่พวกท่านมอบให้อย่างเต็มภาคภูมิ และทำภารกิจปกป้องคนพัทยาให้ปลอดภัย และมีชีวิตที่มั่นคง เปิดโอกาสให้ทุกคนมีงานทำ มีโอกาสในชีวิต ไม่ว่าท่านจะเกิดเป็นใครก็ตาม แต่ท่านคือคนพัทยา และนี่คือหน้าตาของพัทยาเพื่อทุกคน”
ณัฐพงษ์ชวนคนพัทยาออกมาเลือกตั้งเกิน 70%
นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงคือประชาชนทุกคน การทำงานการเมืองที่ตรงไปตรงมา ประชาชนอยู่ข้างบน พรรคอยู่ข้างล่าง ทำแบบนี้ได้เพราะไม่มีบุญคุณต้องตอบแทนใคร ในวันที่ 28 มิถุนายน หากทุกคนอยากได้พัทยาที่ดีกว่าเดิม งบประมาณที่โปร่งใส ให้ ส.ม. ที่เป็นลูกหลานของทุกคนไปดูแลถึงหน้าบ้าน ผ่านงบประมาณ 4 ปี 10,000 ล้านบาทให้โปร่งใส นายกดูแลทุกคนด้วยความจริงใจ แต่ไม่กลับมาเลือกตั้ง ก็จะเปลี่ยนพัทยาไม่ได้ ดังนั้น ใครที่มีญาติพี่น้องลูกหลานและเพื่อนที่มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองพัทยา แต่ทำงานที่อื่น ตนอยากให้ชวนกลับมาเลือกตั้ง ถ้าสัดส่วนผู้ออกมาเลือกตั้งได้มากกว่า 70% พัทยาเปลี่ยนแน่นอน แต่นอกจากกลับมาเลือกตั้งแล้วก็ต้องกาให้ถูกเบอร์ด้วย
นายณัฐพงษ์ย้ำถึงเหตุผลที่ต้องกาเบอร์ 1 เพราะที่ผ่านมาพรรคส้มมักถูกค่อนขอดว่าไม่เคยบริหาร ดีแต่พูด ทำไม่ได้ แต่พรรคประชาชนคือคนที่เห็นหัวอกผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ ผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอดบุตรเป็น 120 วัน คนที่สู้กับค่าไฟแพงที่อยู่กับกลุ่มทุนผูกขาด จน สส. โดนฟ้อง คนที่ใส่ใจอนาคตลูกหลานให้ไม่ต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้กองทัพทันสมัย คนที่มองคนเท่ากัน เรียกร้องเรื่องคนเท่ากัน จนผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นไม่กี่ประเทศในอาเซียน คนที่เรียกร้องให้ประกันสังคมโปร่งใส บริหารด้วยมืออาชีพ ให้เงินผู้ประกันตนถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิการที่ดี “เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น การทำงานการเมืองไม่ได้หมายถึงตำแหน่งเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น และถ้าทุกคนมอบความไว้วางใจให้กับ ส.ม. และนายอิทธิวัฒน์ ก็กล้ารับประกันว่า 4 ปีต่อจากนี้ การบริหารเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ไขมากกว่านี้ เช่น น้ำท่วม การจราจร การศึกษา น้ำประปาบนเกาะล้านจะต้องราคาถูกและเป็นธรรม การจัดการขยะต้องดีขึ้น”
อิทธิวัฒน์ประกาศสู้ระบบเก่า งบต้องถึงประชาชน
นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน เบอร์ 1 กล่าวว่า 1 เดือนเต็มที่หาเสียงมา เรามีความตั้งใจนำนโยบายไปสู่ทุกคนด้วยตัวเอง เรานำ 37 นโยบายที่จะแก้ปัญหาเมืองพัทยาไปสู่ประชาชนในซอย ริมหาด ชุมชน หรือถนนที่รถเข้าไม่ถึง เราได้นั่งฟังชาวพัทยาว่าอยากเห็นเมืองพัทยาเป็นอย่างไร แต่ละคนมีทั้งความสุขและปัญหาที่ต่างกัน “เราเดินไปเจอคุณลุงที่ปลูกบ้านอยู่ท้ายซอยมา 25 ปี ต้องยกของหนีน้ำท่วม 28 ครั้ง แต่ไม่เคยมีใครเข้าไปดูแล ไปเจอพนักงานโรงแรมที่เพิ่งเลิกงาน เหนื่อยล้าแค่ไหน แต่เมืองพัทยาก็ไม่เคยดูแล ไปเจอแม่ค้าที่ออกไปค้าขายต้องกระเตงลูกออกไปด้วย เพราะไม่รู้จะเอาลูกไปฝากให้ใครเลี้ยง ได้เจอคนเกาะล้านนั่งคุยให้ฟังว่าน้ำประปามาบ้างไม่มาบ้าง ต้องซื้อน้ำในราคาที่แพง ได้เห็นนักเรียนที่ต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องไปเรียนไกลกว่าบ้านคนอื่น 30-40 กิโลเมตร”
นายอิทธิวัฒน์กล่าวว่า ทุกคนมีหน้าตาที่ต่างกัน อาชีพที่ต่างกัน เกิดคนละมุมเมืองกัน แต่แววตาที่เห็นบ่งบอกเหมือนกันว่าเมืองนี้ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย โดยเมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยา เคยรับฟังปัญหาแล้วนำไปสะท้อนในสภาให้ฝ่ายบริหารนำมาเป็นนโยบาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข จนวันนี้ปัญหาก็ยังสะสมอยู่ หากงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ถูกลงทุนเพื่อการแก้ปัญหาให้ชาวพัทยา แต่ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข เงินก็เหมือนละลายไปในอากาศ “ปัญหาของมันคือระบบแบบเดิมที่เอื้อกับคนกลุ่มเดียว ช่วยคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ถ้าวันนี้ระบบดี ปัญหาทุกอย่างคงหมดไปแล้ว ระบบแบบนี้คือสิ่งที่สร้างปัญหาให้ชาวเมืองพัทยามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทุกคนต้องนั่งชินเมื่อเวลาฝนตกและน้ำท่วมอยู่จุดเดิม ชินกับเวลาออกจากบ้านแล้วต้องเจอรถติด มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผม ที่ทุกท่านต้องเจอปัญหาเหล่านี้”
เมืองพัทยาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ดูแลนักท่องเที่ยวได้ดี แต่กลับไม่สามารถดูแลคนพัทยาได้ คนพัทยาต้องทนกับปัญหามานาน นายอิทธิวัฒน์ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องหาคนที่มีเจตจำนง กล้าที่จะสู้กับระบบที่ทำให้เกิดปัญหากับคนพัทยา ต้องเป็นคนที่รู้ปัญหา เกิดที่นี่ และมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ และตนเองคือคนที่อาสาจะมาสู้กับระบบเหล่านี้เพื่อชาวพัทยา
นายอิทธิวัฒน์กล่าวถึงการทำงานของนายกเมืองพัทยาว่า จะต้องยกให้ชาวพัทยาเป็นหลักในการบริหาร ต้องพัฒนาและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประชาชน ให้บริการชาวพัทยาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องมีส่วยหรือการเรียกรับ ทุกคนต้องมีรายได้ตลอดทั้งปี ต้องเป็นเมืองที่ไม่เอื้อให้กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง งบประมาณปีละ 2,400 ล้านบาท จะต้องถึงมือชาวพัทยาให้ได้มากที่สุด “ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ผมทำได้ เพราะผมมาโดยไม่ได้เป็นหนี้ใคร ไม่ต้องใช้หนี้บุญคุณใคร ไม่ต้องเอางบประมาณมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อมาตอบแทนบุญคุณให้กับชาวเมืองพัทยาทุกคน และเราเปลี่ยนเมืองพัทยาไปด้วยกันได้ เมืองเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ถ้ามันจะเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนได้เพราะชาวเมืองพัทยา” นายอิทธิวัฒน์ย้ำทิ้งท้ายว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เสียงของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยากดีมีจนแค่ไหน หนึ่งเสียงของทุกคนจะดังเท่ากัน หากคิดว่าพัทยาดีกว่านี้ได้ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ เราจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพัทยาไปด้วยกัน



