ปชน. รุมขยี้งบ 2570 เหน็บแปะ AI ประทับตราผ่านโครงการ พบ 83 ผู้รับเหมาชั้นพิเศษมีบริษัทครอบครัวนายกฯ
ปชน. รุมขยี้งบ 2570 เหน็บแปะ AI ประทับตราผ่านโครงการ

เวลา 15.00 น. วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ว่า ขอเรียกงบปีนี้ว่า “งบดิจิทัลพลัส” เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 2569 ถึง 28% ภาพรวมงบปี 2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114% นายอิสริยะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่

โครงการแปะ AI 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท

ในแผนงบประมาณปี 2570 มีงบที่แปะชื่อ “AI” 81 หน่วยงาน 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท นายอิสริยะกล่าวว่า ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Power ในอดีต โครงการที่เกี่ยวกับ AI จำนวน 176 โครงการ บางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร โครงการใหญ่ที่สุด วงเงิน 164 ล้านบาท เป็นงบสร้างตึกมหาวิทยาลัย แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการมีความยาว 4 บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน

งบดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ 11,000 ล้านบาท

ส่วนงบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มี 254 หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ นายอิสริยะชี้ว่าบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการ TH-AI Passport รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชันผ่านโครงการก่อสร้างเพราะหาเงินทอนง่าย แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คือ “งบดิจิทัล” เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายอิสริยะฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้ง (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน) ได้ พรรคประชาชนมีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี

สุรเชษฐ์ ปูด 83 ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มีบริษัทครอบครัวนายกฯ รวมอยู่

ต่อมา นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบลงทุนในรายจ่ายปี 2570 มีต่ำมากแค่ 13% ลดลง 13% เมื่อเทียบกับงบรายจ่ายปี 2569 งบลงทุนอันดับ 1 คือเรื่องสร้างถนน มี 99.2% ของกระทรวงคมนาคม อยู่ในมือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มูลค่า 142,956 ล้านบาท เป็นขุมทรัพย์ทุนการเมืองสำคัญของรัฐบาลทุกสมัย รัฐมนตรีสายดาร์กมักได้ครองเก้าอี้นี้ เพราะมีค่าต๋ง เป็นขุมทองให้พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการก่อสร้างกำลังใกล้ตาย แต่มีคนกลุ่มหนึ่งกินหรูอยู่สบายคือผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ หรือผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มี 83 ราย

“นายกฯ ทราบเรื่องนี้ดี เพราะเป็นคนในวงการ บริษัทครอบครัวนายกฯ เป็น 1 ใน 83 ราย ทราบดีว่าความพิเศษคืออะไร แวดวงชั้นพิเศษมักได้โครงการตลอด ปี 2569 มี 69 โครงการ และปี 2570 มีอีก 70 โครงการใหม่ แม้ปีนี้งบลงทุนน้อย แต่ชนชั้นพิเศษก็มี 70 โครงการที่ได้งบไปแบ่งกัน 8,385 ล้านบาท และสร้างภาระผูกพันปีต่อๆ ไปอีก 51,846 ล้านบาท เค้กก้อนใหญ่นี้จัดให้ชนชั้นพิเศษเท่านั้น หน่วยงานมีหน้าที่ประเคนเค้กให้ชนชั้นพิเศษเพียงพอต่อการแบ่ง หากไม่พอแบ่ง อธิบดีมีโอกาสโดนเด้ง” นายสุรเชษฐ์กล่าว

เบี้ยวเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีเพื่อเอื้อผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

นายสุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ด้วยความที่ปีนี้งบลงทุนน้อย จึงมีการเบี้ยวเกณฑ์ ปรับเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากเดิมที่ต้องได้รับการจัดสรรงบในปีแรกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายทั้งหมด เหลือร้อยละ 10 มี 10 โครงการไม่ทำตามระเบียบ แอบลดงบปีแรกเหลือ 10% เป็นงานของชั้นพิเศษล้วน เชื่อว่าจะมีการใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้การเบี้ยวเกณฑ์เป็นเรื่องถูกต้อง หัวโต๊ะ ครม. เป็นดีเอ็นเอของชั้นพิเศษ เหตุใดจะไม่ช่วยกัน คำถามคือ ใครเป็นคนเบี้ยวเกณฑ์ สำนักงบประมาณ กรมทางหลวง หรือฝ่ายการเมือง หรือ 3 ฝ่ายร่วมกัน

“ฝากข้าราชการอย่าเสี่ยงตายเบี้ยวเกณฑ์เพื่อชนชั้นพิเศษ ควรเลิกกีดกันปล่อยให้มีการแข่งขันที่แท้จริงในชั้นพิเศษ คนที่รวยไม่ใช่ผู้รับเหมา แต่เป็นคนเก็บค่าต๋ง อยากให้นายพิพัฒน์ประกาศกลางสภาฯ ว่าปีนี้งดรับค่าต๋ง ไม่เก็บส่วย ห้ามใครเอาชื่อไปแอบอ้าง อย่าพูดเหมือนตอนพบผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่บอก ถ้าผ่านวิกฤติไปได้ พวกเราจะเสวยสุขไปพร้อมๆ กัน ทุกวันนี้ท่านก็รวยไม่ไหวแล้ว ควรพูดว่าจะยกเลิกส่วยก่อสร้าง ไม่ต้องจ่ายทีมหนู ทีมเน อีกต่อไป”

รัดเกล้าชำแหละงบปี 70 หั่นงบเด็ก 3 ปีซ้อน งบบุคลากรศึกษาโตสวนทางประชากรเด็กดิ่ง

ทางด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงการจัดสรรงบประมาณด้านทุนมนุษย์และการศึกษา ว่า งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลไม่ใช่โครงสร้างที่ขาดเงิน แต่เป็นโครงสร้างที่ขาดอนาคต และมีลักษณะการทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางรากฐานระยะยาว สำหรับงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งปีนี้ถูกปรับลดลงอีกร้อยละ 3 เหลือเพียง 17,569 ล้านบาท นี่เป็นการถูกหั่นงบประมาณติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลที่มองว่า เงินช่วยเหลือเด็กเล็กเป็นเพียงรายจ่าย ไม่ใช่การลงทุนในทุนมนุษย์

“รัฐบาลอย่ามาอ้างว่าเด็กเกิดน้อยลงแล้วต้องลดงบประมาณตาม ยิ่งเด็กเกิดน้อย รัฐยิ่งต้องทุ่มงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร และนี่ควรเป็นโอกาสที่จะดันเบี้ยเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า แต่ปัจจุบันพบว่ามีครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ถึงร้อยละ 34 หลุดออกจากระบบและไม่ได้รับสิทธิ รัฐบาลมองไม่เห็นหัวคนกลุ่มนี้เลยหรืออย่างไร”

ขณะเดียวกัน วิกฤตสังคมสูงวัย (Super Aged Society) ของไทย ที่มีประชากรสูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประเทศ หรือราว 13.7 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี แต่รัฐกลับจัดสรรงบประมาณพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุเพียง 8.8 ล้านบาท และงบส่งเสริมการมีงานทำเพียง 5 ล้านบาท ซึ่งถือว่ากระจุ๋มกระจิ๋ม และเป็นการอุ้มชูแทนที่จะสร้างความยั่งยืนให้ผู้สูงอายุยืนบนขาตัวเองได้ตามแนวคิด Silver Economy

งบศึกษาทุ่มเทคโนโลยี แต่ทิ้งครูและเด็กในพื้นที่ห่างไกล

นางรัดเกล้ามองว่าการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ กำลังเดินหลงทิศทางระดับโลก รัฐบาลทุ่มงบประมาณไปกับการก่อสร้างอาคาร การพัฒนาแพลตฟอร์ม และการเช่าอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งมากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ที่น่าแปลกใจคือ ประชากรเด็กดิ่งลดลงและงบเด็กถูกตัด แต่งบด้านบุคลากรทางการศึกษากลับสูงลิ่วถึง 210,000 ล้านบาท

“สิ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องการเร่งด่วนที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง แต่คือครูที่มีคุณภาพในทุกโรงเรียน เพราะหากครูมีคุณภาพ มีเพียงกระดาษกับดินสอเด็กก็เก่งได้ แต่รัฐบาลกำลังจัดงบประมาณที่ทอดทิ้งเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กบนยอดดอย เด็กชายแดน และเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้ข้างหลัง ซึ่งหากดันทุรังยัดเทคโนโลยีเข้าไปในสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ก็จะเป็นการซ้ำเติมและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้วิกฤตยิ่งขึ้น”

แม้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะดีไซน์เสาหลักในการอัปเกรดทุนมนุษย์ไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการดึงศักยภาพสตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงานตามโมเดลของญี่ปุ่นและออสเตรเลีย แต่งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลชุดนี้กลับว่างเปล่า ไร้การตอบโจทย์ และแสดงให้เห็นถึงการจัดงบประมาณแบบมองปีต่อปี ขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว จึงขอตราหน้างบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น "งบประมาณไร้อนาคต" อย่างแท้จริง

ภราดรรับสภาพงบปี 70 เข้าขั้นฝีแตก แต่รัฐบาลเลือกเดินสายกลางรักษาวินัยการคลัง

จากนั้นเวลา 18.02 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงต่อที่ประชุมภายหลังการอภิปรายของสมาชิกตั้งแต่ช่วงเช้า ว่า หลายฝ่ายแสดงความกังวลต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยมีผู้เปรียบเทียบว่าเป็นงบประมาณแบบ “ฝีแตก แผลเรื้อรัง และเป็นการจัดทำงบประมาณแบบหาเช้ากินค่ำ” แม้แต่รัฐบาลเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์การคลังของประเทศเป็นเช่นนั้นจริง เพราะรัฐบาลชุดนี้เพิ่งมีโอกาสจัดทำงบประมาณเป็นปีแรก และเมื่อเข้ามาศึกษารายละเอียดก็พบปัญหาไม่ต่างจากที่ฝ่ายค้านสะท้อน โดยเฉพาะภาพรวมที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไว้

ทั้งนี้ หากไม่เร่งปรับโครงสร้างงบประมาณ ประเทศจะประสบปัญหาในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ปัจจุบันงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้เพียงประมาณ 3 ล้านล้านบาท อีกกว่า 7.88 แสนล้านบาทต้องกู้ ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นรายจ่ายประจำและชำระหนี้เดิม ทำให้รัฐบาลมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ กู้เพิ่มเหมือนที่ผ่านมา หรือเริ่มปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลเลือกแนวทางหลัง อีกทั้งงบปี 2570 ยังไม่สามารถจัดทำได้สมบูรณ์ เพราะข้อจำกัดจากโครงสร้างเดิม จึงเป็นเพียงการปะผุระบบ แต่รัฐบาลจะไม่เดินตามแนวทางเดิมที่ใช้การกู้เงินเพิ่มทุกครั้งเมื่อรายได้ไม่พอ แม้จะทำให้แต่ละกระทรวงมีงบประมาณเพิ่มขึ้นและสามารถดำเนินนโยบายได้ง่ายกว่า

รัฐบาลตรึงวงเงินกู้ ส่งผลให้งบลงทุนลดลง 70,000 ล้านบาท

นายภราดรกล่าวต่อไปว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง ปีนี้วงเงินกู้ไม่เพิ่มจากปีก่อน พร้อมวางแผนลดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับความเจ็บปวดในระยะสั้น เพราะหากไม่เริ่มวันนี้ รัฐบาลชุดต่อไปก็จะต้องเผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน ซึ่งผลจากการตรึงวงเงินกู้ไว้ ทำให้งบลงทุนปี 2570 ลดลงจากปีก่อนประมาณ 70,000 ล้านบาท และเกือบทุกกระทรวงได้รับการจัดสรรงบลดลง มีเพียงบางหน่วยงานที่ได้รับเพิ่มตามความจำเป็น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการ ต้องร่วมกันปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ เพราะระบบเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศและประชาชนได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเพิ่มเบี้ยคนพิการ เบี้ยเด็ก หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาประเทศ ทุกฝ่ายอยากทำ แต่ติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วยการรักษาวินัยการคลัง ลดการพึ่งพาเงินคงคลัง และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบ เช่น การตั้งงบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้สอดคล้องกับภาระจริง เพื่อไม่ให้ต้องนำเงินคงคลังมาชดเชยภายหลังเหมือนที่ผ่านมา

แนวทางจัดทำงบปี 2570 รัดเข็มขัดทุกหน่วยงาน เปิดเผยข้อมูลเป็นไฟล์ Excel

สำหรับแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2570 รัฐบาลกำหนดให้ทุกหน่วยงานรัดเข็มขัด ตัดโครงการที่ไม่จำเป็น ชะลอการลงทุนที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก และหันไปใช้รูปแบบร่วมลงทุนกับภาคเอกชนแทน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel เพื่อให้ฝ่ายค้านและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการยกระดับความโปร่งใส ส่วนข้อเสนอเรื่องการจัดทำงบแบบ Zero-Based Budgeting การลดโครงการซ้ำซ้อน และการตัดงบพัฒนาจังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้เริ่มดำเนินการแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้ดึงงบจังหวัดมาเป็นงบกลางเพื่อใช้ทางการเมือง เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 แต่ให้จังหวัดจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และเสนอของบผ่านหน่วยงานต้นสังกัดแทน

“นี่คือในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยนายกรัฐมนตรี ไปตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง ไม่มีหน่วยไหนที่อยากถูกตัดงบประมาณ แต่กระทรวงมหาดไทยแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมตัดลดงบประมาณลง เพราะโครงการที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเสนอ โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการทับซ้อนกับหน่วยอื่น”

อีกทั้งการปรับลดงบครั้งนี้เกิดขึ้นกับทุกกระทรวง ทำให้ตนถูกเพื่อนรัฐมนตรีตำหนิ เพราะได้รับมอบหมายให้กำกับสำนักงบประมาณ แต่ยืนยันว่าจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงของฐานะการคลังประเทศ สำหรับงบกลางที่เพิ่มขึ้น นายภราดรชี้แจงว่าไม่ใช่การเพิ่มงบที่รัฐบาลสามารถใช้ได้โดยอิสระ เพราะงบฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และเงินสำรองที่ต้องจ่ายให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลกำลังศึกษาการแก้ไขกฎหมาย กบข. ที่กำหนดให้ต้องกันเงินสำรองในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันเป็นภาระงบประมาณกว่า 71,400 ล้านบาทต่อปี

ส่วนงบกลางรายการใหม่เพื่อรองรับการแก้ไขวิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 12,000 ล้านบาท ไม่ควรมองว่าเป็นงบที่รัฐบาลตั้งไว้ใช้โดยไม่มีเป้าหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่รัฐบาลต้องกู้เงินปีละกว่า 7-8 แสนล้านบาท และเสียดอกเบี้ย 3-4% ยังมีเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 6 แสนล้านบาท รวมถึงกองทุนหมุนเวียนและเงินนอกงบประมาณของภาครัฐอีกจำนวนมาก จึงควรร่วมกันปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณทั้งระบบ

นายภราดรยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า รัฐบาลต้องการเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิรูประบบงบประมาณ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การขยายฐานภาษี การจัดเก็บภาษีจากบริษัทต่างชาติและภาษีนำเข้า ตลอดจนหาแนวทางนำเงินสะสมและเงินกองทุนต่างๆ เข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้โครงสร้างการคลังของประเทศมีความมั่นคง โปร่งใส และรองรับการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน