ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ประชาชนต้องการฝ่ายค้านมีวุฒิภาวะ รัฐบาลรับมือเศรษฐกิจได้จริง
สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll เรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” โดยสำรวจจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2569
ฝ่ายค้านควรมีบทบาทแบบใดในยามวิกฤต
ผลสำรวจพบว่า 43.3% ของประชาชนต้องการให้ฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป รองลงมา 22.4% ต้องการฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น 19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน 12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว และ 2.7% ไม่แน่ใจ
นี่สะท้อนว่าเกือบครึ่งของประชาชนไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่หยุดตรวจสอบรัฐบาล แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” และรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของประเทศในยามวิกฤต โดยคาดหวังให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ช่วยประเทศเดินหน้าต่อได้ พร้อมคงบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐไว้
ความคาดหวังต่อฝ่ายค้านในทุกภูมิภาค
ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ฝ่ายค้าน “ร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศและตรวจสอบควบคู่กันไป” โดยภาคใต้มีสัดส่วนสูงสุดที่ 49.1% รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44.4%
นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการฝ่ายค้านที่มีความรับผิดชอบและไม่ทำให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แม้ภาคใต้และภาคอีสานจะมีฐานเสียงที่สนับสนุนขั้วการเมืองต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมทางความคิดในเรื่องนี้สูงที่สุด สะท้อนว่าเมื่อเป็นเรื่องความอยู่รอดที่จำเป็น อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกให้ความสำคัญเป็นรองกว่า
ความคาดหวังต่อรัฐบาลในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ
ผลสำรวจระบุว่า 76.1% ของประชาชนค่อนข้างเห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลควรออกมาตรการชั่วคราวในช่วงสงกรานต์ เช่น พยุงราคาพลังงาน เพิ่มเที่ยวเดินทาง ลดภาระค่าเดินทาง ขณะที่ 17.4% ไม่ค่อยเห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และ 6.5% ไม่แน่ใจ
ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้นในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง ได้แก่:
- การมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน (27.0%)
- มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว (23.0%)
- มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือและตัดสินใจรวดเร็ว (17.1%)
- สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง (16.8%)
- ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้ (16.1%)
เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่า:
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (34.2%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาลมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน
- ภาคเหนือ (28.5%) และภาคใต้ (27.1%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากมีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว
- กรุงเทพฯ (28.8%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาลสื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง
- ภาคกลาง (29.8%) และภาคตะวันออก (25.6%) ระบุว่าไม่แน่ใจ
สรุปผลสำรวจ
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่าในยามวิกฤต ประชาชนไม่ได้ต้องการการเมืองที่ซ้ำเติมความขัดแย้ง แต่ต้องการทั้งฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือได้จริง โดยฝ่ายค้านควรทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ พร้อมกับคงบทบาทตรวจสอบควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน ประชาชนก็กำลังมองหาความเชื่อมั่นจากรัฐบาลทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง พร้อมแสดงแผนรับมือด้านพลังงานอย่างชัดเจน และสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมั่นในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นทั้งความตั้งใจและความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม



