เอกนิติ นำผู้แทน IMF พบ อนุทิน เตรียมความพร้อมประชุม IMF-World Bank 2569 ที่ไทย
เอกนิติ นำผู้แทน IMF พบ อนุทิน เตรียมประชุม IMF-World Bank

เอกนิติ นำคณะผู้แทน IMF เข้าพบ อนุทิน เตรียมความพร้อมการประชุม IMF-World Bank 2569 ที่ไทย

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงกำหนดการสำคัญ โดยในเวลา 10.45 น. ของวันเดียวกันนี้ ตนจะนำคณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เข้าพบหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

หารือประเด็นการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก

การเข้าพบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมระหว่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า IMF-World Bank 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมของปีนี้ โดยการประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีระดับโลกที่สำคัญสำหรับการอภิปรายนโยบายการเงินและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะผู้แทนจาก IMF จะเข้ามาตรวจสอบความพร้อมของสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งกำหนดไว้ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเหมาะสมและพร้อมรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก การเตรียมการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมภาพลักษณ์และบทบาทของประเทศในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความสำคัญของการประชุมและผลกระทบต่อประเทศไทย

การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2569 นับเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยยกระดับสถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศในสายตาชุมชนโลก นอกจากนี้ยังอาจส่งผลดีในหลายด้าน เช่น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น จากการมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
  • การเสริมสร้างความเชื่อมั่น ต่อศักยภาพของไทยในด้านการจัดการงานระดับนานาชาติ
  • การเปิดโอกาส สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และนโยบายกับองค์กรทางการเงินชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ การหารือระหว่างนายเอกนิติและนายอนุทินกับผู้แทน IMF ในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสำหรับความสำเร็จของงานประชุม ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต