สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ด้วยคะแนนเสียง 400 ต่อ 10 เสียง ในการประชุมวาระแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 โดยถือเป็นก้าวสำคัญของสิทธิความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทย
รายละเอียดการลงมติ
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ โดยใช้เวลาในการอภิปรายกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนที่จะลงมติรับหลักการในที่สุด โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 410 คน จากทั้งหมด 500 คน
ผลการลงมติปรากฏว่า มีผู้เห็นชอบ 400 เสียง ไม่เห็นชอบ 10 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง และไม่ลงคะแนน 0 เสียง ซึ่งถือเป็นการรับหลักการด้วยคะแนนท่วมท้น
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย
ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีสาระสำคัญในการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่กำหนดให้การหมั้นและสมรสต้องกระทำระหว่างชายและหญิงเท่านั้น โดยเปลี่ยนเป็น "บุคคล" สองคนที่มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปสามารถหมั้นและสมรสกันได้ รวมถึงให้สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมและสิทธิอื่นๆ ตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คำว่า "สามี" และ "ภรรยา" เป็น "คู่สมรส" เพื่อให้ครอบคลุมทุกเพศสภาพ
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
น.ส.ชลนภา อารักษ์เสรีชน ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว กล่าวว่า "นี่คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมมาอย่างยาวนาน กฎหมายนี้จะช่วยให้คู่รักทุกคู่สามารถสร้างครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วย ระบุว่า "ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสถาบันครอบครัวและเด็กที่เกิดจากคู่สมรสเพศเดียวกัน จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม"
ขั้นตอนต่อไป
หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในรายละเอียด โดยมีกำหนดเวลา 60 วัน ก่อนที่จะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองและวาระสามของสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะส่งให้วุฒิสภาพิจารณา และเมื่อผ่านแล้วจึงจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลบังคับใช้
หากกฎหมายนี้ผ่านทุกขั้นตอน ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองการสมรสเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์ ต่อจากไต้หวันที่ผ่านกฎหมายดังกล่าวในปี 2562



