นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐสภา โดยมีมาตรการสำคัญหลายด้าน ครอบคลุมการพักหนี้เกษตรกร การลดค่าครองชีพ และการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล
มาตรการพักหนี้เกษตรกร
รัฐบาลเตรียมพักหนี้ให้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี ครอบคลุมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการผ่อนปรนไม่ต้องชำระหนี้ในช่วงดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อลดภาระหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "เราต้องช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากหนี้สิน ให้มีโอกาสได้พักหายใจและฟื้นตัว" โดยคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยเกษตรกรได้กว่า 3 ล้านครัวเรือน
ลดค่าครองชีพประชาชน
รัฐบาลมีแผนลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซล โดยจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และลดค่าไฟฟ้าลงร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ ยังจะควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
มาตรการลดค่าครองชีพนี้คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยรัฐบาลจะกันเงินงบประมาณจำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ประกอบการ
โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท
หนึ่งในนโยบายที่ถูกจับตามากที่สุดคือการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับประชาชนทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยจะใช้ผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น
นายกรัฐมนตรีระบุว่า "โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบทันที" โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 50 ล้านคน ใช้งบประมาณรวมกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการภายใน 6 เดือน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณร้อยละ 1-1.5 ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องวินัยการคลังและหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้น
นายกรัฐมนตรีตอบโต้ข้อกังวลโดยยืนยันว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการหนี้อย่างระมัดระวัง และมาตรการทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปีในระยะยาว
กำหนดการบังคับใช้
รัฐบาลคาดว่ามาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มบังคับใช้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยเฉพาะโครงการแจกเงินดิจิทัลที่ต้องรอให้ระบบพร้อมใช้งานก่อน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางรัฐบาลอีกครั้ง



