รอพิสูจน์นโยบาย 'ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ' ผลักดัน GDP ทะยาน 3% พลัส อนาคตประเทศไทย
หลังการเลือกตั้งปี 2569 ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วยที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 193 ที่นั่ง สูงกว่าพรรคประชาชนถึง 75 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรคนี้มีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทีมเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ทั้งในช่วงหาเสียงและกลยุทธ์ 'Thailand 10 Plus' เพื่อให้เห็นทิศทางคร่าวๆ ว่าเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ 'นายกฯหนู' คัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลสมัยที่ 2 จะมีไม้เด็ดอะไรเก็บไว้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยบ้าง
8 นโยบาย 'ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ' ใช้งบประมาณ 148,000 ล้านบาท
ในช่วงหาเสียง พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอ 8 นโยบายหลักต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใต้สโลแกน 'ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ' โดยใช้งบประมาณรวม 148,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยกว่าพรรคการเมืองอื่น นโยบายเหล่านี้ประกอบด้วย:
- นโยบายที่ 1: ประกาศตัว 'รัฐมนตรีมืออาชีพ' 4 ตำแหน่งหลัก ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- นโยบายที่ 2: นโยบายเรือธง 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยประชาชนทั่วไปจะได้รับ 2,000 บาท และผู้อยู่ในระบบภาษี 2,400 บาท
- นโยบายที่ 3: 'ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท' สำหรับ 300 ยูนิตแรก ใช้งบประมาณ 63,000 ล้านบาท
- นโยบายที่ 4: ส่งเสริมการใช้ 'มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า' ด้วยการผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท
- นโยบายที่ 5: การศึกษาเท่าเทียม (เรียนฟรีมีจริง, เรียนฟรีมีงานทำ) ใช้งบประมาณ 700 ล้านบาท
- นโยบายที่ 6: 'พยาบาลอาสา' ดูแลผู้สูงวัยใน 75,000 หมู่บ้าน จ้างเดือนละ 15,000 บาท สัญญา 4 ปี
- นโยบายที่ 7: 'จ้างทหารอาสา' 100,000 คน ให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน ใช้งบประมาณ 22,700 ล้านบาทต่อปี
- นโยบายที่ 8: 'สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน' 866 ล้านบาท จากชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตร
นักวิชาการและภาคเอกชนวิเคราะห์ว่า 8 นโยบายนี้มีทั้งส่วนที่เหมาะสมและอาจสร้างปัญหา เช่น ความทับซ้อนหรือวงเงินใช้จ่ายที่อาจสูงกว่าประเมิน ซึ่งคาดว่าจะมากกว่า 148,000 ล้านบาท และบางนโยบายอาจสร้างปัญหาระยะยาวต่องบประมาณในอนาคต
เปิดยุทธศาสตร์ 'Thailand 10 Plus' ตั้งเป้า GDP 3% พลัส
หลังชนะการเลือกตั้ง นายเอกนิติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์ 'Thailand 10 Plus' หรือ 'เศรษฐกิจ 10 พลัส' ซึ่งต่อยอดจากนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลก่อนหน้า และขยายความจาก 8 นโยบายแรก เป้าหมายคือหยุดเศรษฐกิจไทยจากภาวะชะลอตัวและตั้งเป้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 3% พลัส หรือ 3%++
มาตรการภายใต้ Thailand 10 Plus แบ่งเป็น 3 ส่วน:
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2, เร่งรัดจัดการหนี้ผ่าน 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus', จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติและประกันภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน, พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผล
- นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth): เน้นลดความเหลื่อมล้ำ เช่น คนตัวเล็กตัวน้อยพลัส, ผู้สูงวัยพลัส, ชุมชนพลัส, SMEs พลัส, ธุรกิจพลัส
- นโยบายเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth): มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส, เศรษฐกิจสีเขียวพลัส, ลงทุนพลัส, เทรดพลัส, เอไอพลัส, ไทยแลนด์พลัส
หนึ่งในความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้คือ ภูมิใจไทยจะต้องได้คุมกระทรวงเศรษฐกิจหลักๆ หรือไม่เช่นนั้น รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลต้องเดินตามนโยบายให้สอดคล้องต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยสำคัญคือ 'การสรรหาเม็ดเงินที่จะนำมาใช้' โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม ภายใต้งบประมาณปี 2569 ที่คาดจะล่าช้า 3-6 เดือน และ 'ระยะเวลา' เพราะหลายมาตรการจะเห็นผลในระยะยาว
คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีไม้เด็ดช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่ถูกพายุเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศซัดจนซวนเซอีก



