ครม.ลดเงินนำส่งกองทุนฯ สถาบันการเงินเฉพาะกิจเหลือ 0.0625% ช่วยลูกหนี้ฐานราก
ครม.ลดเงินนำส่งกองทุนฯ สถาบันการเงินเฉพาะกิจเหลือ 0.0625% ช่วยลูกหนี้

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. …. โดยปรับลดอัตราเงินนำส่งสำหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สำหรับรอบการนำส่งเงินในปี 2569

รายละเอียดการปรับลดอัตราเงินนำส่ง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร่างประกาศดังกล่าวปรับลดอัตราเงินนำส่งจากเดิมร้อยละ 0.25 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.0625 ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 และแบ่งการนำส่งเป็น 2 งวด งวดละร้อยละ 0.03125

การปรับลดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความผันผวนจากนโยบายการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจจำนวนมากเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง เศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เป้าหมายของมาตรการ

รัฐบาลคาดหวังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำต้นทุนที่ลดลงไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่มีศักยภาพ เพื่อเติมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนจริง ไม่กระทบวินัยทางการเงิน และไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการหยุดชำระหนี้โดยไม่จำเป็น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นางสาวลลิดากล่าวว่า “รัฐบาลเดินหน้าใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเครื่องมือดูแลประชาชนฐานราก ลดภาระต้นทุนทางการเงิน ช่วยลูกหนี้ให้ประคองตัวและฟื้นตัวได้ พร้อมสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม”

ครม.เห็นชอบร่างระเบียบจัดการสินค้าต่างประเทศผิดกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. .... โดยร่างระเบียบนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

คณะกรรมการดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย แผนแม่บท มาตรการเพื่อบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเสริมสร้างความรู้และจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อไม่กระทำความผิด

การปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการ

กำหนดให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ โดยรับผิดชอบงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม และงานเลขานุการ เดิมคณะกรรมการนี้เป็นไปตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ปรับเป็นคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

วัตถุประสงค์เพื่อวางระเบียบปฏิบัติให้หน่วยงานของรัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า เสริมสร้างความรู้และจิตสำนึกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ครบถ้วนทุกมิติ และสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ซึ่งให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568