ครม.ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ฉบับใหม่ 13 สาขา หนุนเทคโนโลยี-ความมั่นคงอาหาร
ครม.ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย 13 สาขา หนุนเทคโนโลยี

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ฉบับใหม่ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ความตกลงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 โดย MOU ฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือ 13 สาขา ประกอบด้วย การพัฒนาพืช ปศุสัตว์ และประมง การป้องกันและควบคุมโรคพืชและโรคสัตว์ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร

รายละเอียด MOU ฉบับใหม่

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่าง MOU ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

ปรับปรุงกรอบความร่วมมือรอบ 40 ปี

รองโฆษกฯ กล่าวว่า MOU ฉบับใหม่จัดทำขึ้นเพื่อทดแทนความตกลงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 โดยปรับปรุงกรอบความร่วมมือให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรและความท้าทายของโลกในปัจจุบัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สาระสำคัญ 13 สาขาความร่วมมือ

ความร่วมมือครอบคลุม 13 สาขา อาทิ การพัฒนาพืช ปศุสัตว์ และประมง การป้องกันและควบคุมโรคพืชและโรคสัตว์ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อายุ MOU และการต่ออายุ

ร่าง MOU มีอายุความร่วมมือ 5 ปี และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี โดยการดำเนินความร่วมมือจะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้กฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ

รัฐบาลย้ำเป้าหมายยกระดับเกษตรไทย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยผ่านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รับมือโรคพืชและโรคสัตว์ได้ดียิ่งขึ้น ต่อยอดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว