อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาลไร้หัวใจประชาชน ชี้นโยบายไม่ชัดเจน-หวั่นแสวงหาผลประโยชน์พวกพ้อง
อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาลไร้หัวใจประชาชน ชี้นโยบายไม่ชัดเจน

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาลไร้หัวใจประชาชน ชี้นโยบายไม่ชัดเจน-หวั่นแสวงหาผลประโยชน์พวกพ้อง

วันนี้ (9 เมษายน 2569) เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพ พร้อมชี้ว่านโยบายหลายส่วนขาดความรู้สึกและจิตใจของประชาชนอย่างสิ้นเชิง

แลนด์บริดจ์-โครงการลับล่อ ไม่ปรากฏในคำแถลงสภาฯ

นายอภิสิทธิ์หยิบยกกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่กลับกลายเป็นโครงการลับๆ ล่อๆ โดยในช่วงหาเสียงไม่ยอมส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ แต่ใช้พูดหาเสียง ขณะที่วันนี้ก็ไม่ได้แถลงต่อสภาฯ กลับไปพูดที่กระทรวงแทน โครงการนี้ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศและความมั่นคงมาโดยตลอด

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่านโยบายรัฐบาลขาดการยกระดับการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) หรือสร้างขวัญกำลังใจให้ดีขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขียนเพียงหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" แต่ขาดเครื่องมือและแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยังมีคำถามเกี่ยวกับความมั่นคง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นโยบายไร้รูปธรรม-ขาดกรอบเวลาและตัวชี้วัด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่รู้สึกถึงความชัดเจนในทิศทางหรือมีความหวังต่อนโยบายรัฐบาล เพราะหลายเรื่องไม่เป็นรูปธรรม ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้และกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงตัวชี้วัดในการตรวจสอบ เขาระบุว่า "นโยบายฉบับนี้ ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชน อยู่ในการเขียน"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เขายกตัวอย่างนโยบายบางอย่างที่รัฐบาลกล้าเขียน เช่น การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นหรือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอ ซึ่งไม่มีใครในประเทศจะบอกว่ารัฐบาลสร้างปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่เขาตำหนิเกิดจากการบริหารราชการที่ผิดพลาด การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นนอกจากประชาชนรับภาระ และความไม่ชอบมาพากลในการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ

กองทุนน้ำมัน-ใช้เงิน 40,000 ล้านบาท โดยไม่เตรียมมาตรการรองรับ

นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามถึงบทบาทของกองทุนน้ำมันที่มีหน้าที่ประคับประคองหรือซื้อเวลาเผื่อราคาน้ำมันลดลง แต่รัฐบาลนี้ใช้เงินถึง 40,000 ล้านบาท จากประชาชนที่จะต้องซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนการผลิตทุกภาคส่วนพุ่งสูงขึ้น

เขากล่าวว่า "ไม่แน่ชัดว่าจะสายไปหรือไม่ที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ เพราะการคุมราคาสินค้าปลายทางจะเกิดความโกลาหล ความขาดแคลน และการล้มลงของธุรกิจ ท่านพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการความขาดแคลน นอกจากการบริหารผิดพลาด หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน"

มาตรการลดภาษี-ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ

เขายังตั้งคำถามถึงกรณีที่ยังไม่ใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิต และเพิ่งขยับลดค่าการกลั่นเพียงลิตรละ 2 บาท ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมากหากเทียบกับค่าการกลั่นลิตรละ 17 บาท รวมทั้งปัญหาราคามะพร้าวรับซื้อจากชาวสวนตกต่ำ ซึ่งต้นตออยู่ที่คนกลางหรือล้ง แต่ไม่ได้แก้ปัญหา กลับไปตั้งล้งกลางแข่ง

นอกจากนี้ นโยบายภาคการเกษตรยังขาดการสร้างหลักประกันให้ผู้ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของตลาดหรือวิกฤตภายนอกและภายใน ทั้งประกันรายได้เกษตรกร ค่าแรงขั้นต่ำ และสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน

เตือนรัฐบาลหากแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง

นายอภิสิทธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. รวมถึงกรณีคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย เช่น ตึก สตง., พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา

เขายังแสดงความแปลกใจเกี่ยวกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ยังได้ตำแหน่ง โดยระบุว่า "ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย"

สุดท้าย เขาเน้นย้ำว่า รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้ คือ หากแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวกพ้อง และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย "ถ้าเห็นประชาชนเป็นแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตน และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว"