ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ครม.ชุดใหม่เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 18.54 น. เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 จำนวน 35 คน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ
ในโอกาสนี้ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของพิธีการดังกล่าวในกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน
พระราชทานพระราชดำรัสแนะแนวทางบริหารประเทศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน โดยทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อผลประโยชน์สามส่วนหลัก
ผลต่อประชาชน ทรงชี้ให้เห็นว่าประชาชนควรได้รับความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการบริหารงานของรัฐบาล
ผลต่อประชาธิปไตย ทรงกล่าวว่าประชาธิปไตยควรงอกงามและเจริญเติบโตในวิถีทางที่ถูกต้องเหมาะสม
ผลต่อประเทศชาติ ทรงย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศชาติต้องมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่น และพัฒนาอย่างยั่งยืน
พระองค์ทรงอธิบายว่า หากคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทั้งสามส่วนนี้เป็นเป้าหมายสูงสุด ก็จะสามารถรักษาคำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้และนำพาชาติบ้านเมืองให้ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไปสู่ความวัฒนาสถาพรได้อย่างแท้จริง
ในตอนท้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอำนวยพรให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่และมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณและความห่วงใยที่มีต่อการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่
ความสำคัญของพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ
พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีถือเป็นประเพณีสำคัญทางราชการที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพระราชทานพระบรมราชวโรกาสในครั้งนี้ ยังเป็นการย้ำถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาติและผู้ให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ
คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องนำพระราชดำรัสนี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและสังคม ตามที่ได้ประกาศไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล



