สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี โหวตสวนมติพรรคประชาชน สนับสนุนอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีการเสนอชื่อผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ผลการลงมติปรากฏว่า นายอนุทิน ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ชนะนายณัฐพงษ์ ด้วยคะแนน 293 เสียง ต่อ 119 เสียง ขณะที่มีผู้งดออกเสียง 86 เสียง
เสียงโหวตสวนมติพรรคจาก สส.อุดรธานี
ที่น่าสนใจคือ พบว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคประชาชน 1 คน ลงมติสนับสนุนนายอนุทิน นั่นคือ สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 สังกัดพรรคประชาชน การกระทำครั้งนี้ถือเป็นการโหวตสวนมติพรรค สร้างความประหลาดใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง
ประวัติและเส้นทางการเมืองของสุริยา วงศ์อารีย์
นายสุริยา วงศ์อารีย์ ปัจจุบันเป็น สส.อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 สังกัดพรรคประชาชน และนี่เป็นสมัยแรกที่เขาได้รับเลือกตั้ง ด้านการศึกษา เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเข้าสู่การเมือง เคยทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
เส้นทางการเมืองของนายสุริยาเริ่มต้นด้วยการลงสมัคร สส.อุดรธานี ในนามพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนจะกลับมาลงสมัครอีกครั้งในปี 2569 ในนามพรรคประชาชน และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 มีนาคม 2569 เขาได้โหวตสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
ปฏิกิริยาจากพรรคประชาชนและหัวหน้าพรรค
หลังการโหวต มีรายงานว่าเฟซบุ๊กของนายสุริยาได้ถูกปิดไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 18 มีนาคม หลังมีกระแสข่าวว่าจะมี งูเห่า ในพรรคประชาชน ต่อมา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโหวตสวนมติพรรคของนายสุริยาในครั้งนี้
หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งคำถามไปถึง คนซื้อ เพราะเชื่อว่าการโหวตสวนคงไม่ได้เป็นการตัดสินใจของนายสุริยาเองโดยไม่มีผลประโยชน์อื่น เขายังตั้งคำถามว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังว่ากระทำไปเพื่อสิ่งใด ต้องการเห็นระบบการเมืองแบบนี้จริงหรือ อีกทั้งรัฐบาลก็มีเสถียรภาพในด้านจำนวนเสียงมาก จึงเชื่อว่าเป็นการมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันว่า พรรคไม่ได้เสียสมาธิ และพร้อมดำเนินมาตรการทางวินัย ซึ่งเป็นเรื่องภายในพรรคก่อน เมื่อมีข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วจะแถลงอีกครั้ง เขายอมรับว่า ก่อนหน้านี้รับทราบข้อมูลมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องการกล่าวหา แต่ขณะนี้ชัดเจนแล้วจากการโหวตสวนมติพรรค พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้กระทบสมาธิของตนเองและเพื่อนร่วมพรรค โดยจะเดินหน้าทำงานต่อไปได้
ผลกระทบและข้อสังเกต
กรณีนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดภายในพรรคการเมืองและความซับซ้อนของกระบวนการทางการเมือง การโหวตสวนมติพรรคของสุริยา วงศ์อารีย์ ไม่เพียงแต่สร้างความแตกแยก แต่ยังนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและจริยธรรมในระบบการเมืองไทย อนาคตของมาตรการทางวินัยและผลกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคประชาชนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



