ดีเดย์โหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ฝ่ายรัฐบาลเสนอ 'อนุทิน' ฝ่ายค้านเสนอ 'ณัฐพงษ์'
ดีเดย์โหวตนายกฯ ฝ่ายรัฐบาลเสนออนุทิน ฝ่ายค้านเสนอณัฐพงษ์

ดีเดย์โหวตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป สภาผู้แทนราษฎรประชุมพิจารณาในวันนี้

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. เป็นวันสำคัญทางการเมืองไทย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรจัดประชุมครั้งที่ 2 ในสมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการประชุม

การเสนอชื่อและกระบวนการโหวต

ในวาระการประชุมนี้ พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนได้เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ซึ่งพรรคแจงว่าไม่ได้มุ่งหวังให้ชนะการโหวต แต่เพื่อให้ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านได้แสดงวิสัยทัศน์ในสภา

ก่อนเข้าสู่กระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คน ที่ยังไม่ได้กล่าวปฏิญาณตน ได้แก่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายไชยชนก ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวปฏิญาณตนในการปฏิบัติหน้าที่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขั้นตอนและเวลาในการโหวต

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการโดยการเรียกขานคะแนนของสมาชิก 499 คน เรียงตามตัวอักษร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง รวมกับเวลาการอภิปรายก่อนการโหวต โดยอาจแล้วเสร็จในช่วงเวลา 12.00 น.

บุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งหมายถึงต้องได้คะแนนเสียงตั้งแต่ 250 เสียงขึ้นไป จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 499 คน ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สถานการณ์เสียงสนับสนุนในสภา

ล่าสุด ฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย มีพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคการเมือง รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีเสียงสนับสนุนรวมอยู่ที่ 292 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านเหลือ 6 พรรคการเมือง มีเสียงรวม 207 เสียง โดยพรรคประชาชน ซึ่งเสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 120 คน

การโหวตในวันนี้ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองไทยต่อไป โดยผลการลงมติจะส่งผลต่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและนโยบายของประเทศในอนาคต