นพ.วรงค์ เสนอยกเลิกอาหารฟรี-ลดผู้ช่วยสส. ตั้งแต่วันแรกประชุมสภา กระแสฮือฮาในโซเชียล
นพ.วรงค์ เสนอยกเลิกอาหารฟรีสส. ลดผู้ช่วย ตั้งแต่วันแรกประชุมสภา

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สร้างกระแสฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยข้อเสนอปฏิรูปลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรรอบใหม่ และสร้างความฮือฮาตั้งแต่การประชุมวันแรก ในวาระเลือกประธานและรองประธานสภา ด้วยการเสนอแนวทางปฏิรูปที่เข้มข้น โดยเรียกร้องให้ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลดจำนวนผู้ช่วยสส. จากเดิม 8 คนเหลือเพียง 3 คน และยกเลิกบำนาญสำหรับสส. ข้อเสนอเหล่านี้จุดประกายการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

เสียงสนับสนุนและคัดค้านที่หลากหลายในโลกออนไลน์และในสภา

ปรากฏว่าข้อเสนอของ นพ.วรงค์ มีผู้เห็นด้วยและสนับสนุนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่แสดงความเห็นเชิงบวกต่อการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ก็มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย เริ่มจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อว่าเป็นเรื่องตลก โดยให้เหตุผลว่าตนอยู่ในสภาตั้งแต่ปี 2544 และมีการเลี้ยงอาหารสส. แบบนี้มาโดยตลอด เพื่อรองรับการทำงานของสส. ในฐานะตัวแทนประชาชน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน

นอกจากนี้ สส. และแกนนำบางส่วนในพรรคประชาชนก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดงบค่าอาหารของสส. ทั้งหมด เช่น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่มองว่าเป็นเรื่องของความสะใจหรือเอามันมากเกินไป พร้อมชี้ว่าเงินเดือนสส. 1.13 แสนบาท หลังหักภาษีเหลือประมาณ 9 หมื่นบาท แต่มีค่าใช้จ่ายต่างๆ รออยู่ ทำให้เหลือเงินใช้เฉลี่ยวันละ 3 พันบาท ซึ่งไม่มากนัก หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ที่รีโพสต์ภาพจากเฟซบุ๊คของนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เมื่อปี 2564 เพื่อยืนยันว่าพรรคค่ายสีส้ม เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ แต่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เอกสิทธิ์และค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในรัฐสภาที่ถูกตั้งคำถาม

ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพิ่มดีกรีความน่าสนใจในโลกโซเชียล เพราะสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างนักการเมืองกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเอกสิทธิ์พิเศษต่างๆ ที่สส. และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้รับ เช่น งบค่าอาหารการกินที่อิ่มหมีพีมันในวันประชุมสภาหรือประชุมร่วม วันละ 3-5 มื้อ แยกเป็นมื้อเช้า 120 บาท บวกค่าเครื่องดื่ม 50 บาท อาหารกลางวันและเย็น 350 บาท บวกค่าเครื่องดื่ม 50 บาท รวม 400 บาท หากคิดรวมเฉพาะสส. เฉลี่ยวันละ 5 แสนบาท และหากประชุมเกิน 2 ทุ่ม จะได้งบอาหารเพิ่ม รวมถึงอาหารมื้อดึก ทำให้งบประมาณอาจสูงถึง 5-7 แสนบาทต่อวัน

นอกจากงบอาหาร ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นเอกสิทธิ์ เช่น ค่าเดินทางไปดูงานต่างประเทศผ่านธุรกิจทัวร์ที่คล้ายนายหน้าจัดเที่ยว สิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาล การนั่งเครื่องบินหรือรถฟรี และผู้ช่วยสส. 8 คนที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน แม้กลุ่มสส.รุ่นใหม่ค่ายสีส้มจะสามารถตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสส. และสว. ได้บ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ขอและได้รับจัดสรร

งบประมาณรัฐสภาที่สูงและความพยายามในการลดค่าใช้จ่าย

งบประมาณรัฐสภาไม่เพียงครอบคลุมค่าอาหาร แต่ยังรวมถึงโครงการปรับปรุงต่างๆ เช่น การขยายพื้นที่ ทำห้องประชุมแบบโรงหนังระบบ 4D จอทีวี LED ขนาดใหญ่ การสร้างอาคารจอดรถใหม่ การรีโนเวตพื้นที่เป็นที่นั่งวีไอพีที่มีวิวแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นห้องอาหารหรู ส่งผลให้มีการอภิปรายและเสนอตัดงบประมาณรายจ่ายอย่างเข้มข้นจากสส. พรรคประชาชน เช่น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ โฆษกพรรค นายภัณฑิล น่วมเจิม และนายกรุณพล เทียนสุวรรณ

สำหรับงบค่าอาหารสส. และสว. ได้รับการจัดสรรในวงเงินสูง เช่น งบปี 66-68 สำหรับสส. ได้รับจัดสรรถึงปีละ 72 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอาหารสำหรับกรรมาธิการ ทั้งสามัญ 35 คณะ และวิสามัญประมาณ 20 คณะ คณะละ 70 คน คนละ 370 บาท แยกออกมาต่างหาก รวมแล้วงบกรรมาธิการตกประมาณ 39 ล้านบาท ยังไม่นับงบอาหารของสว. และกรรมาธิการของวุฒิสภาที่ได้รับจัดสรรไม่น้อยกว่า

ปัญหาอาหารเหลือและความพยายามในการปฏิรูป

การได้รับงบอาหารแบบสมบูรณ์เกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดอาหารเหลือในแต่ละวันจำนวนมาก ดังที่นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสส.จังหวัดแพร่ เคยอภิปรายในประเด็นนี้และเสนอให้ตัดงบลง นอกจากนี้ ยังมีภาพอาหารเหลือจากสภาที่ถูกนำไปแจกจ่ายให้คนไร้บ้าน ซึ่งสะท้อนถึงการขาดความเหมาะสมและจัดระเบียบเรื่องอาหารการกินของสส. และสว. ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ

ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ และความพยายามของสส. กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำการเมืองแบบใหม่ จึงไม่ควรถูกด้อยค่า โดยมีเสียงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการตัดงบอาหารสส. และสว. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม