ภูมิใจไทยเผชิญทางเลือกร่วมรัฐบาล 'ประชาธิปัตย์' หรือ 'กล้าธรรม' ภายใต้แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์
ภูมิใจไทยตัดสินใจร่วมรัฐบาล 'ประชาธิปัตย์' หรือ 'กล้าธรรม'

ภูมิใจไทยเผชิญทางเลือกร่วมรัฐบาลระหว่างประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมภายใต้แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

จากแหล่งข่าวภายในพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ความแตกต่างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องรับมือ โดยเฉพาะในมิติของภูมิรัฐศาสตร์การเมืองที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน เนื่องจากปัญหาต่างๆ ทั้งในเชิงภาพลักษณ์และประสิทธิภาพกำลังรอท้าทายอยู่ นี่จึงเป็นจังหวะที่พรรคภูมิใจไทยต้องตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนและอย่างไรในการร่วมรัฐบาลกันอย่างแท้จริง

คำถามสำคัญสองข้อในภาวะวิกฤต

ในสถานการณ์นี้ มีคำถามสำคัญสองข้อที่ต้องหาคำตอบ ประการแรกคือ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจครั้งนี้ และอีกคำถามคือ จะเลือกพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงใครจะเป็นผู้เจรจาโดยตรงกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

แหล่งข่าวภายในพรรคภูมิใจไทยอธิบายเพิ่มเติมด้วยการเปรียบเทียบกับโรงเรียนการเมืองที่เรียกว่า อีสานใต้หรือนครชัยบุรินทร์ โรงเรียนนี้มีครูใหญ่ที่เกษียณอายุไปแล้วแต่ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนในทุกเรื่อง แม้ว่าผู้อำนวยการจะมีอำนาจเต็มและเป็นฝ่ายปฏิบัติจัดการปัญหาทั้งหมดก็ตาม โรงเรียนยังมีแผนงาน โครงการ เป้าหมาย และงบประมาณที่ต้องผ่านหมุดหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพและเอกภาพในรูปแบบ300 พลัส

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การชั่งน้ำหนักระหว่างเด็กดื้อกับเด็กนอก

ปัญหาหลักที่โรงเรียนเผชิญคือการตัดสินใจว่าจะรับเด็กดื้อหรือเด็กนอกเข้ามาเรียน เนื่องจากทั้งสองกลุ่มต่างมีปัญหาตามมาเหมือนกัน ก่อนเปิดเทอมจึงต้องกางปัจจัยต่างๆ ออกมาชั่งน้ำหนัก โดยพิจารณาจาก 4 ข้อหลัก

  1. พฤติกรรมหลังรับเข้าโรงเรียน: เด็กดื้อหรือเด็กนอกเมื่อเข้ามาอยู่ในโรงเรียนแล้วจะต้องมีการปราบปราม เด็กดื้อมีปมปัญหากับคนในโรงเรียนในเรื่องการส่งผู้สมัครทับซ้อน ส่วนเด็กนอกเป็นคู่แข่งการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีคลื่นใต้น้ำภายในโรงเรียนเต็มไปหมด
  2. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม: เด็กดื้อถูกมองในแง่ลบทั้งจากภาวะเฉพาะตัวและภาพลักษณ์ แต่ได้ยินมาว่าหากผู้นำพรรคหรือหัวหน้าพรรคเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีจะไม่มีปัญหา ส่วนเด็กนอกจากการหาเสียงและเปิดตัวพบว่ามีมือบริหารที่ใช้งานได้หลายคน แม้จะแตกต่างจากเด็กดื้ออย่างชัดเจน แต่ก็มีปัญหากดทับคนในพรรคอยู่มาก
  3. นโยบายและแนวทาง: แนวทางของเด็กดื้อและเด็กนอกน่าจะสามารถปรับจูนเข้ากับโรงเรียนได้ในประเด็นต่างๆ เช่น ที่ดินทำกิน สินค้าเกษตร การศึกษา และเศรษฐกิจ
  4. จำนวนเสียงสนับสนุน: ด้วยจำนวนเสียง58 เสียงและ22 เสียงที่ดูจะตอบโจทย์การเป็น300 พลัสได้ แต่การบริหารจัดการเมื่อเกิดข้อขัดแย้งอาจทำให้ 58 เสียงควบคุมได้ยากกว่า 22 เสียงหรือไม่ แม้ว่าการบริหารภายในของทั้งสองฝ่ายเคยมีปัญหามาทั้งคู่และดูจะไม่แตกต่างกันมาก

ปัจจัยเพิ่มเติมและท่าทีล่าสุด

จากการพูดคุยกับคนในพรรคภูมิใจไทย พบว่าเด็กดื้อที่กล่าวถึงมีประเด็นสำคัญสามข้อ ได้แก่ ข้อตกลงระหว่างภูมิใจไทยและกล้าธรรม การตัดสายล่อฟ้าออกเพื่อให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยอยู่ยาวนาน และการไตร่ตรองกรอบแนวทางทางภูมิรัฐศาสตร์การเมืองให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคในเส้นทางข้างหน้า นี่จึงเป็นที่มาของการบีบพรรคกล้าธรรมเข้าไปอีก

ทั้งสามข้อนี้สะท้อนให้เห็นในโพสต์เฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อค่ำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบด้านการบริหารงานความมั่นคงด้วยมาตรการทางการทูตและการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบเพื่อรักษาดินแดน อธิปไตย เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของประเทศไทย รวมถึงการปิดด่านชายแดนและการยกเลิก MOU 44 ในขณะเดียวกันก็ประกาศรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจากหล่มที่ตกต่ำมายาวนาน โดยเน้นการทำงานแบบมืออาชีพและเป็นทีมเดียวกันภายใต้ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักจากบุคคลสำคัญในพรรค

ประเด็นทั้งสองเรื่องนี้คือภูมิรัฐศาสตร์การเมืองของรัฐบาลไทยที่กำลังถูกจับตามอง ล่าสุดท่าทีของพรรคกล้าธรรมดูจะอ่อนลงและยินยอมกว่าเดิมหรือไม่ ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลยังคงยืนยันว่าไม่ได้ตัดพรรคกล้าธรรมออกจากความคิดที่จะร่วมรัฐบาล ส่งสัญญาณให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด