ผศ.เชษฐา ชี้ 'กล้าธรรม' เสือสิ้นลาย เกมต่อรองพลิกหลังภูมิใจไทยเสียงทะลุเป้า
ผศ.เชษฐา ชี้ 'กล้าธรรม' เสือสิ้นลาย เกมต่อรองพลิก

ผศ.เชษฐา วิเคราะห์ 'กล้าธรรม' เสือสิ้นลาย เกมต่อรองพลิกหลังภูมิใจไทยเสียงทะลุเป้า

ผศ.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยถึงกรณีพรรคกล้าธรรมประกาศถอยทุกอย่าง ว่าเป็นสถานการณ์ที่สะท้อน "เสือสิ้นลาย" ทางอำนาจต่อรอง หลังเกมจัดตั้งรัฐบาลพลิกผันอย่างน่าติดตาม

ภูมิใจไทยกำหนดเกม กล้าธรรมตกขบวน

ผศ.เชษฐา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ. 2569) และตามไทม์ไลน์ควรมีการหารือกับพรรคกล้าธรรมในลำดับถัดมา แต่ภูมิใจไทยตั้งธงไว้ในใจว่า พรรคใดต้องการร่วมรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาก่อน ไม่ใช่ให้พรรคภูมิใจไทยส่งเทียบเชิญ ปรากฏว่าพรรคกล้าธรรมตกขบวน ส่งผลให้ สส.และสมาชิกพรรคเกิดความร้อนรน เพราะเห็นว่าพรรคที่มี 58 เสียง และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ควรเป็นตัวเลือกแรก ทำให้ต้องประกาศยอมทุกอย่าง ซึ่งยิ่งทำให้อำนาจต่อรองลดลงและทำให้ภูมิใจไทยเป็นฝ่ายกำหนดเกมได้อย่างชัดเจน

เสียงสนับสนุนอนุทินทะลุ 278 เสียง รัฐบาลเข้มแข็งใกล้ 300

ผศ.เชษฐา ประเมินว่า ขณะนี้เสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ราว 278 เสียง และอาจเกินกว่านั้นแล้ว ถือว่าเพียงพอ โดยหลักการตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งควรมีประมาณ 300 เสียง หรือ 3 ใน 5 ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเวลานี้ตัวเลขใกล้แตะ 290 เสียง และมีโอกาสขยับเพิ่มได้ ในสถานการณ์นี้ ทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ความจำเป็นของรัฐบาล เพราะภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งแรงเพียงพอ หากรวมกับพรรคกล้าธรรมจะดันเสียงใกล้ 350 เสียง ส่วนหากรวมกับประชาธิปัตย์จะอยู่ราว 310 เสียง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เตือนรัฐบาลเสียงท่วมท้น ระวังครหาเผด็จการรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม ผศ.เชษฐา เตือนว่ารัฐบาลเสียงท่วมท้นเกินไปอาจถูกครหาคล้ายกรณี พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา แม้ครั้งนี้จะเป็นรัฐบาลผสมก็ตาม อีกทั้งเสียงที่มากเกินไปอาจกระทบการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กล้าธรรมไม่ใช่ตัวแปรจำเป็น เกมพลิกหลังเสียงทะลุเป้า

ผศ.เชษฐา วิเคราะห์ว่า เดิมพรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพันธมิตรหลักในการสนับสนุนอนุทิน แต่เมื่อภูมิใจไทยมี สส.ทะลุ 193 เสียง เกือบ 2 ใน 3 ของสภาฯ อำนาจต่อรองจึงแข็งแกร่ง กลายเป็นฝ่าย "หล่อเลือกได้" และต้องจัดการเสถียรภาพภายในพรรคก่อน เมื่อมีพรรคการเมืองสีแดงที่มีราว 74 เสียงเข้ามาประสานในเบื้องต้น และรวมกับพรรคเล็กอื่น ๆ เกมจึงพลิก ทำให้กล้าธรรมไม่ใช่ตัวแปรจำเป็นอีกต่อไป

กล้าธรรมยอมร่วมรัฐบาลแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้การันตีได้ร่วม

พรรคกล้าธรรมยอมร่วมรัฐบาลแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ได้การันตีว่าจะได้ร่วมรัฐบาล เพราะสุดท้ายคนที่เป็นแกนนำหรือตัดสินใจเป็นพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องมีที่ยืน ถ้าที่นั่งเหลือค่อยมองข้างบ้าน เพราะตอนนี้พรรคภูมิใจไทยอาจประสบปัญหาคนดูแลบ้านใหญ่ที่อยู่ในพรรค

กล้าธรรมอาจเป็นฝ่ายค้านส้มเขียวหวาน การเมืองไทยปรับสมดุลได้เสมอ

ผศ.เชษฐา เห็นว่า หากกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน จะเป็นฝ่ายค้านส้มเขียวหวาน โดยยอมรับว่าตัวบุคคลอย่าง ร.อ.ธรรมนัส มีความเข้มแข็ง แต่ยังต้องดูบทบาทของ สส.ในพรรคโดยรวม อย่างไรก็ตาม การไม่ได้ร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปี เพราะการเมืองไทยสามารถปรับสมดุลใหม่ได้เสมอ

กรณียื่นตรวจสอบเลือกตั้ง โอกาสโมฆะยาก ต้องรอศาลวินิจฉัย

ส่วนกรณีการยื่นตรวจสอบการเลือกตั้งจะถึงขั้นโมฆะหรือไม่ ผศ.เชษฐา ระบุว่า มีน้ำหนักระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาพิจารณาของศาล โดยกรณีปี 2549 ชัดเจนเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้งที่เปิดเผยจนเห็นได้โดยตรง ต่างจากกรณีปัจจุบันที่ต้องอาศัยกระบวนการตรวจสอบเชิงเทคนิค การยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นแนวทางที่ตรงประเด็นมากกว่า แต่โอกาสจะถึงขั้นโมฆะยังเป็นไปได้ยาก และต้องรอผลวินิจฉัยตามกระบวนการของศาลต่อไป