พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน นับเป็นการเยือนระดับรัฐที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองราชอาณาจักร
ผ้าไทยสู่เวทีสากล ผ้าไหมยกดอกลำพูนในฉลองพระองค์
ในวันแรกของการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงปรากฏพระองค์อย่างสง่างามในฉลองพระองค์ชุดเดรสโค้ทแขนยาวทรงคอลัมน์สีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมยกดอกลำพูนลายผีเสื้อ อันเป็นงานหัตถศิลป์ล้ำค่าจากหมู่บ้านศรีเมืองยู้ จังหวัดลำพูน ตัวผ้าทอสอดดิ้นเงินในโทนสีเงินโบราณ ให้ความรู้สึกเรียบหรูและร่วมสมัย เสริมความละเอียดอ่อนด้วยงานปักมือขนาดเล็กโดยใช้ลูกปัดและคริสตัลสีดำกระจายทั่วทั้งชุด สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือไทยและความเป็นสากลได้อย่างลงตัว ฉลองพระองค์ชุดนี้มิเพียงแสดงถึงพระสิริโฉมอันงดงามและความถูกต้องตามกาลเทศะในระดับรัฐพิธี แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยที่ได้เห็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากส่วนภูมิภาคได้รับการเชิดชูบนเวทีระดับสากล การทรงเลือกใช้ผ้าไหมยกดอกลำพูนในวาระสำคัญนี้ ถือเป็นพระราชปณิธานในการสืบสานและสร้างมูลค่าให้กับงานศิลปาชีพไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความงดงามและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าในสายตาชาวโลกสืบไป
วันที่ 30 เมษายน 2569 พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 9.30 น. (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมแกรนด์ โฮเทล กรุงสตอกโฮล์ม ไปยังพระราชวังหลวงกรุงสตอกโฮล์ม เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เมื่อเสด็จถึง สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ พร้อมด้วยพระราชวงศ์สวีเดน รอรับเสด็จ จากนั้น เสด็จฯ ไปยังวิหารหลวงเพื่อทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า เสร็จแล้วเสด็จฯ ไปยังลานหน้าพระราชวังหลวง ทรงพระดำเนินไปยังอัฒจันทร์ที่ประทับ ทอดพระเนตรพิธีเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์ และการขับร้องประสานเสียงถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น ประทับรถบัสพระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังศาลาว่าการกรุงสตอกโฮล์ม เพื่อทรงเข้าร่วมงานถวายพระกระยาหารกลางวัน ซึ่งสภาเทศบาลกรุงสตอกโฮล์มเป็นเจ้าภาพ เสร็จแล้วเสด็จฯ กลับโรงแรม
ชุดไทยบรมพิมาน สีน้ำตาลทอง งามสง่าในงานพิธีการ
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำตาลทองอันวิจิตร ซึ่งเป็นชุดไทยพระราชนิยมที่เน้นความสุภาพและความเป็นทางการระดับสูงสุด ตัดเย็บด้วยผ้ายกทองที่มีความละเอียดประณีต ตัวเสื้อคอกลมขอบตั้งแขนยาวเย็บติดกับผ้านุ่งที่จับจีบหน้านางมีชายพกตามแบบแผนโบราณ พร้อมทรงสายรัดพระองค์ (เข็มขัดไทย) ที่เสริมให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูเรียบหรู สง่างามสมขัตติยนารี และถูกต้องตามกาลเทศะสำหรับงานพิธีการตอนค่ำในระดับสากล ฉลองพระองค์ชุดนี้มิเพียงเป็นอาภรณ์ที่งดงาม แต่ยังเป็นเสมือนทูตทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดความประณีต อ่อนช้อย และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพระราชวงศ์นานาประเทศ สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ศิลปวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ไทยจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้ดำรงอยู่และสง่างามบนเวทีโลกอย่างภาคภูมิ
รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ มรดกราชสำนักข้ามแผ่นดิน สู่เวทีโลก
ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน ทรงเป็นเจ้าภาพ ณ พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 30 เมษายน พุทธศักราช 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ปักดิ้นเงิน พร้อมทรงเครื่องศิราภรณ์อันล้ำค่า รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ (Diamond Fringe Tiara) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบันที่มรดกประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ได้กลับมาปรากฏต่อสายตาชาวโลกอีกครั้ง รัดเกล้าเพชรองค์นี้มีเรื่องราวการสืบทอดผ่านหลายรัชกาล โดยมีหลักฐานปรากฏชัดในพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสืบทอดมรดกชิ้นนี้มาทรงในหลายโอกาสสำคัญ รวมถึงเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ พุทธศักราช 2546 และในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสืบทอดศิราภรณ์องค์เดิมนี้กลับมายังสวีเดนอีกครั้ง
ความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของรัดเกล้าองค์นี้ คือการออกแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งในรูปแบบรัดเกล้าและสร้อยพระศอ สะท้อนความประณีตของงานช่างอัญมณีชั้นสูง ที่ผสานอิทธิพลตะวันตกเข้ากับรสนิยมของราชสำนักไทยได้อย่างลงตัว การทรงรัดเกล้าองค์นี้ในค่ำคืนแห่งพระราชพิธี ณ กรุงสตอกโฮล์ม จึงเปรียบเสมือนการสืบสานมรดกราชสำนักไทยให้ปรากฏต่อสายตาผู้นำและพระราชวงศ์จากทั่วโลกอย่างงดงามสมพระเกียรติ



