อนุทินปลอดภัยหลังยูเครนถล่มมอสโก เร่งผลักดัน FTA ไทย-EAEU
อนุทินปลอดภัยหลังยูเครนถล่มมอสโก เร่งผลักดัน FTA

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงปลอดภัยดี หลังจากกองทัพยูเครนเปิดฉากโจมตีกรุงมอสโกของรัสเซียด้วยอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยนายกฯ ยังคงเดินทางกลับประเทศไทยตามกำหนดการเดิมในคืนวันที่ 18 มิถุนายน 2569

เหตุโจมตีมอสโกและความปลอดภัยของนายกฯ

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่ากองทัพยูเครนได้โจมตีกรุงมอสโกด้วยโดรนจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้หลายจุดและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต้องหยุดชะงัก เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองคาซาน ซึ่งนายอนุทินเข้าร่วมด้วย

จากการสอบถามคนใกล้ชิดนายกฯ ระบุว่านายอนุทินและคณะทั้งหมดปลอดภัยดี และยังคงเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจะถึงประเทศไทยเวลา 09.00 น. ของวันที่ 19 มิถุนายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นจะเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย

ในช่วงเวลา 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน นายอนุทินได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และภาคธุรกิจรัสเซียเข้าร่วม

นายกฯ กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับองค์กรต่างๆ พร้อมเน้นย้ำว่าสันติภาพและเสถียรภาพเป็นรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ และความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การผลักดัน FTA ไทย-EAEU

นายอนุทินกล่าวถึงความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand-EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเอื้อต่อการลงทุน

นายกฯ ยังย้ำถึงบทบาทของไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมที่จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และการติดต่อระหว่างประชาชน

บทสรุป

นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น