อภิสิทธิ์ ตั้งชื่องบปี70 'งบไร้อนาคต' ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70%
อภิสิทธิ์ ตั้งชื่องบปี70 'งบไร้อนาคต' ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70%

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 โดยตั้งชื่องบประมาณนี้ว่า "งบไร้อนาคต" เนื่องจากโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาสะสมยาวนาน ไม่มีงบลงทุน มีแต่งบบานปลาย และหนี้สาธารณะที่กำลังจะทะลุเพดาน

โครงสร้างงบประมาณสะท้อนวิกฤตสะสม

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่างบประมาณปี 2570 เป็นงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสมมายาวนาน สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกและภาวะวิกฤตเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลในการสะสางปัญหาที่หมักหมม โครงสร้างงบประมาณของประเทศเดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำและการใช้หนี้เท่านั้น เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้

นายอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้ที่ทำได้เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่สร้างไว้ในอดีต สัดส่วนของภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ความต้องการของประชาชนเรื่องระบบสวัสดิการสูงขึ้นทุกวัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไร้งบลงทุน มีแต่งบบานปลาย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวเสียดายที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้มาฟังการอภิปราย พร้อมย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นจะไม่สามารถดูแลความต้องการของประชาชนได้ เป้าหมายที่ตั้งไว้นานแล้ว เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท งบปีนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้คนพิการ ไม่มีการทำให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าตามเป้าหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า งบประมาณที่จัดสรรในปีนี้มีเพียงงบบุคลากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 แต่งบที่จำเป็นต้องลดลงอย่างเฉียบพลันคืองบลงทุน ซึ่งลดลงร้อยละ 13.1 ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนต้องกู้มา การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการใหม่ เช่น การลงทุนป้องกันภัยพิบัติที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏ ไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานระยะยาว

รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก 400,000 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องของการลงทุนที่ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 200,000 ล้านแรก ส่วน 200,000 ล้านหลังกลายเป็นส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช่การลงทุน โครงการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) ก็ไม่เห็นโครงการที่มีความคืบหน้า นอกจากพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่า คือ Land Bridge 1 ล้านล้านบาท

หวั่นอีก 5 ปี หนี้ทะลุ 80%

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า งบที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องของงบบุคลากรที่ยังไม่ยอมเผชิญความจริง ตัวอย่างยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่ตั้งไว้ 389,090 ล้านบาทไม่พอ เพราะปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 390,000 ล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในระบบภาครัฐตั้งไว้ 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมาใช้จริงทะลุ 100,000 ล้านบาท งบประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีนี้ต้องเพิ่มเป็น 214,000 กว่าล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าไม่เพียงพอ อยากฟังรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดมาจบลงเพียงเท่านี้ เพราะถึงที่สุดประเด็นรายจ่ายตรงนี้ไม่มีการลงทุนใหม่ใด ๆ ซ้ำจัดเก็บรายได้ต่ำอีก

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า วันนี้หนี้สาธารณะในเอกสารอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้กู้ 400,000 ล้านเต็มจำนวนก็จะสูงถึงร้อยละ 69 หากเอาภาระที่รัฐติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐต้องใช้หนี้คืน ธกส. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ออกเงินไปก่อน ขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้วันนี้ทะลุร้อยละ 70 แล้ว และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้ทะลุร้อยละ 70 หมายความว่าหนี้สาธารณะไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70 แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ถึงร้อยละ 90 ภายใน 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า

ผลาญงบ AI-Cloud ซ้ำซ้อน

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงงบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่เพิ่มขึ้น ยังไม่สามารถทำให้มองเห็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริง เป็นงบเช่นเดียวกับหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อ "ปัญญาประดิษฐ์" หรืองบ AI ที่วิ่งตามกระแส แต่การใช้งานปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าได้อย่างไร

นายอภิสิทธิ์กล่าวสรุปว่า การลงทุนในทุนมนุษย์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาท้องถิ่นที่ยังไม่ได้รับงบประมาณตามควร ล้วนสะท้อนว่ามองไม่เห็นอนาคตภายใต้โครงสร้างงบประมาณนี้ การฟังคำชี้แจงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่พูดถึง 5 T (ทำงบตรงเป้า โปร่งใส ผ่านวิกฤต สร้างการเปลี่ยนผ่าน ระดมความร่วมมือ) การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่ในเนื้อหาของงบประมาณฉบับนี้ไม่เห็นทั้ง 5 T ไม่เห็นการตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ไม่เห็นงบประมาณฐานศูนย์อย่างแท้จริง จึงมองไม่เห็นอนาคต และขอบคุณฝ่ายรัฐบาลที่อภิปรายชี้ให้เห็นความชัดเจนของงบประมาณฉบับนี้ว่าเป็นงบหาเช้ากินค่ำจริง ๆ