รัฐบาลเตือนหนัก! ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โทษสูงสุดคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน
รัฐบาลเตือนฉวยโอกาสขึ้นราคา โทษคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน

รัฐบาลเตือนหนัก! ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โทษสูงสุดคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท

รัฐบาลออกมาเตือนผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร พร้อมย้ำว่าหากฝ่าฝืนจะต้องโทษสูงสุดตามกฎหมาย โดยโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชนให้เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง

คำเตือนจากรองโฆษกรัฐบาล เน้นย้ำมาตรการทางกฎหมาย

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนจะต้องมีอย่างเพียงพอ

รองโฆษกรัฐบาลได้เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการร้านค้าต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และจะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย “รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เธอยังกล่าวเสริมว่า หากตรวจพบการกระทำความผิด รัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สินค้ายังเพียงพอ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

รองโฆษกรัฐบาลได้เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในขณะนี้ “รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เปิดช่องทางสำหรับประชาชนในการร้องเรียน หากพบเห็นการกระทำผิดดังกล่าว โดยสามารถแจ้งได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้:

  • สายด่วนกรมการค้าภายใน หมายเลข 1569
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลหวังว่าการดำเนินการอย่างเข้มงวดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว