ครม.เห็นชอบ 5 เสาหลักนโยบายรัฐบาล เน้นแก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ-สังคม
ครม.เห็นชอบ 5 เสาหลักนโยบายรัฐบาล เน้นแก้วิกฤตพลังงาน (07.04.2026)

การฝ่าวิกฤตพลังงานและนำพาประเทศชาติไปข้างหน้าต้องเริ่มต้นที่ นโยบายรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อค่ำวานนี้ได้เห็นชอบใน 5 ด้านหลัก ๆ อันเป็นแกนกลางของคำแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 21 หน้า โดยสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

5 เสาหลักขับเคลื่อนประเทศ

นโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9 และ 10 เมษายนนี้ ประกอบด้วย 5 ด้านหลักที่ครม.พิจารณาและเห็นชอบแล้ว ดังนี้

1. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

เน้นส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) เสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

2. นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

มุ่งส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ปัญหาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเด็นไทย-กัมพูชา และการทำความตกลง MOU ปี 2544

3. นโยบายด้านสังคม

ให้ความสำคัญกับการศึกษา เร่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม ยกระดับบริการสุขภาพของประชาชน และมุ่งสร้างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์

4. นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมป้องกันภัยพิบัติ พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ และการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและการพยากรณ์ รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

5. นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

ผลักดันร่างกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะแก่ประชาชน แก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การอภิปรายนโยบายในรัฐสภา

การพิจารณาและอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 9 และ 10 เมษายนนี้ จะใช้เวลารวม 32.30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นฝ่ายค้าน 14.30 ชั่วโมง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาล 5 ชั่วโมง และสมาชิกวุฒิสภา 4 ชั่วโมง ประธานรัฐสภาโสภณ ซารัมย์ ได้นัดหารืออย่างเป็นทางการในวันนี้เพื่อกำหนดกรอบเวลา

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำในที่ประชุมครม.ว่ารัฐมนตรีทุกคนต้องร่วมงานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยกัน

ประเด็นร้อนในการอภิปราย

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลคาดว่าจะเริ่มต้นด้วยปมวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา น้ำมันแพง และการทวงถามถึงการกักตุนหรือเก็งกำไร แม้ว่าศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหายาเสพติด (ศบก.) เดิมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะดำเนินการติดตามและจับกุมอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ การอภิปรายอาจเชื่อมโยงไปถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศบก. รวมถึงการตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการต่าง ๆ และการเข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการศบก.ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี

อีกประเด็นสำคัญคือกรณีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่นัดประชุมก่อนแถลงนโยบายเพื่อกำหนดค่าการกลั่นน้ำมันด้วยต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีต เป็นมาตรฐานในการคำนวณ ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) จะนำเสนอ

ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการอภิปรายกันมากที่สุดคือปมชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงพลตรีอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะเตรียมทหารรุ่นที่ 26 ที่ถูกจับตามองว่ากำลังกระจายอำนาจอยู่ในกองทัพ

มาตรการหลังแถลงนโยบาย

หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 10 เมษายนแล้วเสร็จ ในวันที่ 11 เมษายนจะมีประชุมครม.นัดพิเศษอีกครั้ง ไม่เพียงเพื่อหารือมาตรการรองรับปัญหาน้ำมันแพง แต่ยังมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อดูแลและช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะหยุดต่อเนื่อง 4-5 วัน

อย่างไรก็ตาม หลังสงกรานต์ คาดว่าครม.จะต้องกลับมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าอาจมีการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนใกล้ทำเนียบรัฐบาล

รายงานโดยเสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ บรรณาธิการข่าวการเมือง ไทยพีบีเอส