จากวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่น้ำมันลิตรละ 40: ชีวิตคนเจนวายกับความมั่นคงที่ไร้ซึ่งความแน่นอน
วิกฤติคนเจนวาย: จากต้มยำกุ้ง สู่น้ำมันลิตรละ 40 (27.03.2026)

จากวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่น้ำมันลิตรละ 40: ชีวิตคนเจนวายกับความมั่นคงที่ไร้ซึ่งความแน่นอน

“ทำงานแทบตาย แต่ทำไมเหมือนเพิ่งเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่โลกพัง?” คำถามนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของคนเจนวาย หรือผู้ที่เกิดระหว่างปีพ.ศ. 2523 ถึง 2540 ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้งจนถึงปัจจุบันที่ราคาน้ำมันแตะลิตรละ 40 บาทขึ้นไป ความมั่นคงที่เคยฝันหา กลับกลายเป็นภาพลวงตาที่ห่างไกลออกไปทุกที

บทเรียนแรกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง

ย้อนกลับไปปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้งได้สร้างรอยแผลในใจของเด็กเจนวายหลายคน แม้จะยังไม่เข้าใจคำว่า “ลอยตัวค่าเงินบาท” แต่พวกเขารับรู้ได้จากสีหน้าที่เคร่งเครียดของพ่อแม่ ของเล่นที่เคยได้กลับถูกระงับ หรือเพื่อนที่ต้องย้ายโรงเรียนกะทันหัน นี่คือบทเรียนแรกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่พวกเขาได้รับโดยไม่เต็มใจ

วัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความผันผวน

เมื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัย ความหวังกับยุคดิจิทัลกำลังเฟื่องฟู แต่แล้ววิกฤติดอตคอมในปี 2543 ก็ทำลายความฝันของตลาดไอที ตามมาด้วยไข้หวัดนกในปี 2547 และความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ปะทุในปี 2549 ซึ่งกลายเป็นแผลเรื้อรังยาวนาน ชีวิตวัยรุ่นของเจนวายจึงเต็มไปด้วยความผันผวน ตั้งแต่ยังไม่ทันจบการศึกษา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเริ่มทำงานในวันที่โลกติดหล่ม

ช่วงเวลาที่ควรจะเป็นการสร้างตัว กลับกลายเป็นการเอาตัวรอด เมื่อเริ่มทำงานในปี 2551 ก็ต้องเผชิญกับวิกฤติซับไพรม์ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติเลย์ออฟพนักงานและโบนัสหายวับ กำลังตั้งตัวในปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ก็ซัดมาถึงประตูบ้านและโรงงาน หลายคนต้องสูญเสียทรัพย์สินและเริ่มนับหนึ่งใหม่ในวัยใกล้เลขสาม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เงินเก็บที่หายไปกับโควิด-19

พอเริ่มมีเงินเก็บในปี 2563 วิกฤติโควิด-19 ก็ทำให้โลกหยุดหมุน ร้านค้าที่สร้างมาต้องปิดตัว เงินสะสมก้อนสุดท้ายถูกนำออกมาประทังชีวิต เจนวายคือรุ่นที่ถูกสอนให้อดออม แต่แทบไม่มีช่วงขาขึ้นยาวๆ ให้ได้หายใจ พอโลกพัง พวกเขาก็พังตาม และต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อตะเกียกตะกายกลับมา

วิกฤติน้ำมันแพง: พายุถล่มกระเป๋าตังค์

เมื่อคิดว่าโควิดจบแล้ว เศรษฐกิจกำลังฟื้น แต่วิกฤติเงินเฟ้อและค่าน้ำมันก็มาถึง ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะ 38.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.68 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.05 บาทต่อลิตร และเบนซินใกล้แตะ 50 บาทต่อลิตร นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือพายุที่กำลังถล่มกระเป๋าตังค์มนุษย์เงินเดือนและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ

ผลกระทบที่ตามมา

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปอีกนาน สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 6.5% ของจีดีพี นี่คือข่าวร้าย ทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น จะฉุดจีดีพีไทยลดลง 0.15% ทันที ส่งผลให้:

  • ค่าขนส่งพุ่ง: ต้นทุนสินค้าทุกอย่างจะขยับขึ้น
  • ค่าอาหารเพิ่ม: ร้านอาหารอาจต้องแบกต้นทุนเพิ่มถึง 40%
  • กำลังซื้อหด: เมื่อต้องจ่ายค่าน้ำมันเต็มถังครั้งละ 3,000 บาท เงินสำหรับซื้อของอื่นๆ ก็หายไป

ความจริงที่เจ็บปวด: ของแพงแล้วไม่มีวันลง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือกลไกราคาที่ไม่ย้อนกลับ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาอาหารจานด่วนจาก 50 เป็น 60 บาท วันที่น้ำมันลดราคา อาหารเหล่านั้นจะไม่มีวันกลับมาที่ 50 บาทอีก เพราะต้นทุนต้นน้ำได้ถูกปรับฐานใหม่ไปทั้งระบบแล้ว

บททดสอบโหดร้ายสำหรับเจนวายวัยกลางคน

สำหรับเจนวายวัยกลางคนที่แบกภาระทั้งพ่อแม่ที่เริ่มแก่ชราและลูกที่กำลังโต นี่คือบททดสอบที่โหดร้าย เงินเดือนที่ขึ้นปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ กำลังถูกกดลงด้วยค่าครองชีพที่พุ่งเป็นทวีคูณ คำนวณง่ายๆ แค่ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท อาจทำให้รายจ่ายต่อปีงอกออกมามากกว่า 7,000 ถึง 10,000 บาท โดยไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเลย

คำแนะนำสำหรับเจนวายและเอสเอ็มอี

ในโลกที่ไม่แน่นอน ความมั่นคงอาจต้องหาจากภายใน ข้อแนะนำสำหรับคนเจนวายและเอสเอ็มอีในชั่วโมงนี้ ได้แก่:

  1. อย่าเพิ่งสร้างหนี้ก้อนใหญ่: หากคิดจะผ่อนบ้าน รถ หรือส่งลูกเรียนหลักสูตรแพงเกินตัว ให้คิดเผื่อกรณี “โลกพัง” อีกครั้ง
  2. เงินสำรองคือลมหายใจ: คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ดูรวยที่สุด แต่คือคนที่ล้มแล้วมีเบาะรอง
  3. ปรับโมเดลธุรกิจ: สำหรับเอสเอ็มอี 2 ล้านรายที่กำลังถูกบีบด้วยต้นทุน การบริหารกระแสเงินสดให้หมุนเวียนได้นานที่สุดคือหัวใจสำคัญ

สุดท้าย คำถามที่ว่าเราทำงานมานานขนาดนี้ แต่กลับรู้สึกเหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา คงไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง แต่เป็นเพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่โลกหมุนแรงและเร็วเกินกว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมจะรับไหวหรือปรับตัวทันนั่นเอง