วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สาระสำคัญของพระราชกำหนด
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินทั้งในและต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ รวมมูลค่าไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
วัตถุประสงค์การกู้เงิน
พระราชกำหนดระบุว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ รวมถึงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
แผนงานและโครงการ
บัญชีท้ายพระราชกำหนดแบ่งวงเงิน 4 แสนล้านบาทเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- แผนงานช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง
- แผนงานส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานและรองรับการเปลี่ยนผ่าน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการลดใช้ฟอสซิล ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสถานีบรรจุไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่
คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้
พระราชกำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ประกอบด้วยเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับดูแลการดำเนินงาน และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุก 3 เดือน
การรายงานต่อรัฐสภา
ภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินที่ดำเนินการในปีงบประมาณที่ผ่านมาให้รัฐสภาทราบ โดยระบุรายละเอียดการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่าย ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในครั้งนี้



