นายกฯ อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ยึดหลัก 3 ประการและ 5 เสาหลักขับเคลื่อนประเทศ
วันนี้ (9 เมษายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยเน้นหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทย
หลักสำคัญ 3 ประการสำหรับการบริหารประเทศ
รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำ ได้ประกาศยึดมั่นในหลักการพื้นฐานสามข้อ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ การยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล หลักการเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายทั้งห้าด้านของรัฐบาล
นโยบาย 5 เสาหลักเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นโยบายของรัฐบาลประกอบด้วยห้าด้านหลักที่ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และนโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
นโยบายด้านเศรษฐกิจ: มุ่งสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน
ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเน้นส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อลดอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจและประชาชน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัลและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายสำคัญ โดยจะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลก
สำหรับภาคเกษตรกรรม จะมีการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน พร้อมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การสร้างมูลค่าสูง
นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความปลอดภัยชายแดน
นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงจะมุ่งเน้นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค รัฐบาลจะสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ จะมีการทบทวนนโยบาย Free Visa เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นโยบายด้านสังคม: เรียนฟรีมีจริงและสุขภาพที่เข้าถึงได้
นโยบายด้านสังคมมุ่งเน้นให้การศึกษาเป็นไปตามหลักการ เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมทั้งพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาได้ทันทีทุกที่ โดยจะปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับกับรูปแบบการจ้างงานในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการแพทย์มุ่งเป้า
นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: บริหารน้ำและลดก๊าซเรือนกระจก
สำหรับนโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำระดับตำบล จะพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ
นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: เร่งแก้ไขกฎหมายล้าสมัย
ในส่วนของนโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย รัฐบาลจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี
นอกจากนี้ จะมีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารราชการ
การแถลงนโยบายในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกภาคส่วน



