เสียง สส. รัฐบาล 293 เสียง กับความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพสภาฯ ชุดที่ 27
เสียง สส. รัฐบาล 293 เสียง ท้าทายรักษาเสถียรภาพสภาฯ (27.03.2026)

เสียง สส. รัฐบาล 293 เสียง กับความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพสภาฯ ชุดที่ 27

การรวบรวมเสียง สส. พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 อาจไม่ใช่เรื่องยากนักในการรวมตัวกันในช่วงเวลานั้น แต่การรักษาเสียงเหล่านี้ให้คงที่ที่ 293 เสียง เพื่อสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนนั้นกลับกลายเป็นความท้าทายที่ไม่ง่ายเลย

เสียงโหวตที่แท้จริงและความซับซ้อนของตัวเลข

เสียง สส. ที่โหวตเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวม 293 เสียง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าเสียงทุนเดิมจาก 16 พรรคร่วมรัฐบาลมีเพียง 292 เสียงเท่านั้น แต่ในจำนวนนี้ต้องหักลบด้วยเสียงที่งดออกเสียงตามประเพณีปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงเสียงของ สส. ที่ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเสียงของนายอนุทินเองในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อ นอกจากนี้ยังมี สส. ที่ลาประชุม 1 คน และ สส. พรรคไทยสร้างไทยที่โหวตสวน 1 คน ทำให้เสียงหายไปทั้งหมด 6 เสียง ดังนั้นเสียงทุนเดิมที่แท้จริงจึงเหลือเพียง 286 เสียง

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการโหวตครั้งนั้น มีเสียงเพิ่มเข้ามาจาก สส. พรรคไทยรวมพลัง 6 เสียง และ สส. พรรคประชาชน 1 เสียง ซึ่งถูกเรียกว่า "งูเห่าสีส้ม" และมีการย้ายที่นั่งจากฝั่งฝ่ายค้านมาสนับสนุนรัฐบาลด้วย ส่งผลให้เสียงโหวตจริงที่ได้คือ 293 เสียง หากนับแบบเน็ต ๆ โดยรวมเสียง สส. พรรคร่วมรัฐบาลและผู้สนับสนุนเพิ่มเติม อาจสูงถึง 300 เสียงพอดี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพสภาผู้แทนราษฎร

การรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้คงที่ที่ 292, 293 หรือ 300 เสียง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำหน้าที่รักษาองค์ประชุมในทุกนัด ตัวอย่างเช่น ในสัปดาห์แรกของการทำงาน ประธานสภาฯ ต้องงดการประชุมไป 1 วัน เนื่องจากเกรงว่าสภาฯ อาจล่ม สำหรับสัปดาห์นี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สภาฯ ได้งดประชุม แต่ก่อนหน้านั้นได้มีการประชุมพิจารณา 6 ญัตติเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน โดยตกลงกันว่าจะไม่มีการเปิดโหวต แต่เห็นชอบโดยไม่มีผู้คัดค้าน เพื่อส่งเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

นับจากสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป อาจเกิดภาวะเสี่ยงที่สภาฯ จะล่มได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการทำงานของคณะรัฐมนตรีรักษาการสู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นอกจากนี้ สส. บางคนมีชื่อเป็นรัฐมนตรีใน "ครม.อนุทิน 2" ซึ่งตามโผมี 35 ชื่อ โดยเป็น สส. 24 คน แบ่งเป็น สส. พรรคภูมิใจไทย 16 คน และ สส. พรรคเพื่อไทย 8 คน

ผลกระทบจากตำแหน่งรัฐมนตรีและประธานกรรมาธิการ

หากนับตามโควตาตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญของสภาฯ ซึ่งมีทั้งหมด 35 คณะ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลอาจได้รับตำแหน่งเหล่านี้ ทำให้เสียง สส. ในสภาฯ หายไป คิดคร่าว ๆ สำหรับพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย อาจสูญเสียเสียงไม่น้อยกว่า 10 ถึง 15 คน ตามสัดส่วน สส. ของสภาฯ ชุดที่ 27 ซึ่งรวมแล้วอาจเกือบ 40 เสียง

นี่อาจเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ทำให้การรักษาเสียง สส. พรรคร่วมรัฐบาลให้คงที่นั้นยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องรับหน้าที่รักษาองค์ประชุมสภาฯ ในทุกนัด ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขภายในพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย สำหรับ สส. ที่รับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะ สส. บัญชีรายชื่อที่อาจต้องลาออกเพื่อให้ผู้อื่นเลื่อนลำดับแทนที่ หากไม่ทำเช่นนั้น อาจเสี่ยงให้สภาฯ ล่มซ้ำซาก

ความรับผิดชอบและความท้าทายในอนาคต

การเลื่อนลำดับ สส. หลังผู้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีลาออกอาจไม่ใช่เรื่องยากในการรักษาองค์ประชุมสภาฯ แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือความรับผิดชอบของ สส. ในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากหลายคนให้ความสำคัญกับงานฝ่ายบริหารมากกว่า และบางคนไม่ยินยอมลาออกเพราะเกรงว่าจะไม่มีตำแหน่งอื่นรองรับ

การประเมินภาระงานทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติควรให้ความสำคัญคู่ขนานกัน ทั้งงานในสภาฯ และงานที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูว่าภาพจำเรื่อง "สภาฯ ล่ม" บ่อยครั้งจะเกิดขึ้นในสภาฯ ชุดที่ 27 นี้เหมือนหรือต่างจากชุดที่ 26 มากน้อยเพียงใด ในสัปดาห์หน้าอาจอยู่ในช่วงส่งไม้ต่อ แต่สัปดาห์ถัดไปคงต้องจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา