ภูมิใจไทยตัดขาด 'กล้าธรรม-ไทรวมพลัง' หลังจัดตั้งรัฐบาลผสม 292 เสียง ส่อเบื้องหลังการเมืองเข้มข้น
ภูมิใจไทยตัดขาดกล้าธรรม-ไทรวมพลัง หลังตั้งรัฐบาลผสม 292 เสียง (09.03.2026)

ภูมิใจไทยตัดขาด 'กล้าธรรม-ไทรวมพลัง' หลังจัดตั้งรัฐบาลผสม 292 เสียง ส่อเบื้องหลังการเมืองเข้มข้น

การเมืองไทยร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจปลิดทิ้งทางการกับพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และพรรคไทรวมพลังที่มี วสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นหัวหน้าพรรค หลังจากการสัมมนาพรรคสีน้ำเงินได้ชี้ชัดให้ยุติการตั้งรัฐบาลผสมจำนวน 292 เสียง ผลักดันพรรคส้มอย่างประชาชน ฟ้าอย่างประชาธิปัตย์ เขียวอย่างกล้าธรรม และไทรวมพลังให้กลายเป็นฝ่ายค้านเต็มสตีม

เบื้องหลังไร้เงาพรรคกล้าธรรม สัญญาณชัดเจนตั้งแต่หลังเลือกตั้ง

สัญญาณการตัดขาดเริ่มชัดเจนตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น และทวีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปชมแสงเหนือที่ยุโรป และแม้จะกลับมาแล้ว การ 'เทียบเชิญ' ก็ยังไม่มีการส่งออกมา ท่ามกลางข้อเสนอทางลับที่ไร้ข้อต่อรอง แลกเปลี่ยนกับเก้าอี้รัฐมนตรีและการประกาศยอมไม่รับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองของผู้นำตัวจริง

อย่างไรก็ตาม หลังปรากฏการณ์ดีเอสไอเข้าตรวจค้นบ้านพักของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีร้องเรียนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ตามด้วยการแถลงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ชัดเจนว่า 'กล้าธรรม' ตกขบวนไปแล้ว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือบอร์ดปปง. ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เคยมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของชนนพัฒฐ์ นาคสั้วและพวกรวม 159 ล้านบาทไว้ชั่วคราว หลังพบบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน

ปฏิเสธเงียบและจุดยืนของไทรวมพลัง

อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวช่วงหนึ่งที่สนามช้าง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ว่า 'เราไม่ได้ตั้งกฎเอง แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร เราต้องเพลเซฟทุกเรื่อง เพราะมีคนพร้อมจะไปร้องเรียนอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม จึงไม่อยากเสียเวลาไปต่อสู้คดีภายหลัง' ซึ่งเป็นการปฏิเสธเงียบต่อพรรคกล้าธรรมไปแล้ว

ส่วนพรรคของคนชายแดนอีสานอย่าง 'ไทรวมพลัง' ของวสวรรธน์ พวงพรศรี ก็ไม่ได้พบสัญญาณการเข้าร่วมรัฐบาลเช่นกัน แม้ว่าจะย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุนอนุทินและ 'ไม่เล่นตัว' หากได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ เพราะต้องการนำ 6 เสียงของพรรคไปช่วยเสริมความเข้มแข็งให้รัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายที่ตรงกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เบื้องลึกการตัดสินใจของภูมิใจไทย

มีรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่า เบื้องลึกเบื้องหลังการไม่เอาพรรคชายแดนอีสานเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ได้มาจากประเด็นความขัดแย้งการเข้าช่วยเหลือชาวบ้านหรือทหารในสงครามไทย-กัมพูชา แต่เกิดจากการแข่งขันในสนามเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่เขต 8 จังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง บุณย์ธิดา สมชัย จากพรรคภูมิใจไทยที่กวาดมาได้ 32,711 คะแนน เอาชนะ บรรหาร ศรีบุระ จากพรรคไทรวมพลังที่ได้ 28,707 คะแนน ซึ่งทั้งสองพรรคใหญ่และเล็กถือว่า 'สู้' กันอย่างดุเดือดแบบชนิดหืดจับกว่าจะได้ชัยมาครอง

เนื่องจากเขตพื้นที่เลือกตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในการดูแลของ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและแกนนำสส.รุ่นใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้รับการจัดสรรให้เรียนรู้งานและขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ดังนั้น หาก 6 เก้าอี้ของไทรวมพลังเข้าร่วมรัฐบาล อาจทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทั้งในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ต้องมีการหาเสียงแข่งกันในอนาคต และอาจเปิดช่องให้ได้รับการจัดสรร 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วย ซึ่งจะตัดโควตาของสส.ภูมิใจไทยที่ควรจะได้

การจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลใหม่

การไม่ดึง 'ไทรวมพลัง' เป็นกำลังเสริมของภูมิใจไทยจึงไม่แปลก เพราะหากเป็นไปตามโผรัฐมนตรีช่วยหน้าใหม่ที่ปรากฏ มีชื่อของบุณย์ธิดา ประเดิมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถือว่าได้เลื่อนชั้น และยังได้ทำงานกับไชยชนก หากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่เปลี่ยน

ส่วนสส.บ้านใหญ่ เช่น เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และ วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล ได้ขยับเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกับ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ และ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร ที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มของ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และ พลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ซึ่งขณะนี้พรรคยังอยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม ส่วนกลุ่มสส.ที่ย้ายมาสังกัดภูมิใจไทยแล้วได้ผ่านการรับรองและมีไฟเขียวจาก 'ครูใหญ่' บุรีรัมย์อย่าง เนวิน ชิดชอบ ให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคือ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

มีรายงานว่าเกิดจากการวิ่งเต้นและร้องขอของลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่และไม่เกี่ยวพันทั้งในเบื้องหลังหรือเบื้องลึก ยิ่งกว่านั้น ว่ากันว่าครูใหญ่เนวิน ชิดชอบต้องการสกัดอิทธิพลของนายทุนกลุ่มพลังงาน ไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลได้ และเอกนัฏคือตัวเลือกที่ดี ซึ่งไม่ต่างจากการจัดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้กับ วราวุธ ศิลปะอาชา ตามสัดส่วนจำนวนสส.ที่ได้เข้ามา

นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน โควตาและการจัดสรรเก้าอี้เสนาบดีในตำแหน่งต่าง ๆ ของพรรคร่วมรัฐบาลคงแล้วเสร็จ ใครเป็นใคร อยู่ในตำแหน่งใดบ้าง และใครมีฝีมือการทำงานหรือไม่ อย่างไร รอดูกันต่อไป