กรณ์ จาติกวณิช ถอดบทเรียนวิกฤตน้ำมันปี 2551 ชี้รัฐบาลอย่าตกเป็นเหยื่อโรงกลั่นขู่ปิด
ในขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับสูงและสร้างความกังวลให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำข้อมูลจากวิกฤตน้ำมันในอดีตมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลในการบริหารจัดการ
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบจากวิกฤตปี 2551
กรณ์ได้อ้างอิงรายงานจาก สถาบันบริหารกองทุนน้ำมัน ในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานรุนแรง ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในเวลานั้นราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 137 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันที่ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลประมาณ 7% สาเหตุหลักมาจากความต้องการน้ำมันของจีนที่เพิ่มขึ้นและข่าวลือเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาราคาน้ำมันในประเทศไทยในช่วงนั้น พบว่าราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่เพียง 36.65 บาทต่อลิตร และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 42.24 บาทต่อลิตร ในขณะที่ปัจจุบันราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 55.67 บาทต่อลิตร และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร สิ่งที่น่าตกใจคือ ในปี 2551 กองทุนน้ำมันแทบไม่ต้องทำงาน มีการชดเชยเพียง 1.57 บาทต่อลิตร เทียบกับปัจจุบันที่ชดเชยสูงถึง 14.27 บาทต่อลิตร
ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันในอดีตถูกกว่าปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
กรณ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองช่วงเวลา โดยเฉพาะในประเด็นของ ค่าการกลั่น และ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาสุดท้าย:
- ในปี 2551 ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่เพียง 2.40 บาทต่อลิตร ในขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร
- ค่าการกลั่นในปี 2551 อยู่ที่ 2.27 บาทต่อลิตร เทียบกับปัจจุบันที่พุ่งสูงถึง 15.99 บาทต่อลิตร
เขาย้ำว่า การที่โรงกลั่นอ้างว่าค่าการกลั่นแพงขึ้นเพราะต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ คนละเรื่องกัน เนื่องจากหลักฐานชัดเจนว่าในปี 2551 น้ำมันดิบมีราคาแพงกว่า แต่ค่าการกลั่นกลับต่ำกว่ามาก และเชื่อว่าต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงระหว่างสองช่วงเวลานี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อเสนอแนะและความหวังต่อรัฐบาลและ คตร.
กรณ์ได้แสดงความกังวลต่อวิธีคิดของรัฐบาลที่กลัวการขู่ปิดโรงกลั่นจนเกินเหตุ เขาเน้นย้ำว่าในสถานการณ์โลกที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแพงขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ไม่ควรแพงขึ้นถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น ภาษีและค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้น
เขาหวังว่า รัฐบาลและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คตร.) จะนำข้อมูลนี้ไปพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อประชาชน พร้อมเตือนว่า อย่าไปยอมให้เขาขู่ว่าจะปิดโรงกลั่น เพราะอาจนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคในระยะยาว
การวิเคราะห์ของกรณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถอดบทเรียนจากอดีต แต่ยังเป็นการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น



