บทบัญญัติแก้ไขที่ 25 มาตรา 4: ปุ่มนิวเคลียร์รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กับคำถามถึงสมรรถภาพทรัมป์วัย 80
ความตึงเครียดทางการเมืองในวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 80 ปี โพสต์ข้อความข่มขู่อิหร่านผ่านโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "วันอังคารจะเป็นวันแห่งโรงไฟฟ้าและวันแห่งสะพาน ... จงเปิดช่องแคบฮอร์มุซซะ ไม่งั้นพวกแกจะได้ไปอยู่ในนรก" ท่าทีดังกล่าวไม่เพียงสั่นคลอนความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดคำถามถึง "สภาวะทางอารมณ์และความพร้อมทางจิตใจ" ของผู้นำสหรัฐฯ ที่กำลังสั่งการสงครามในอิหร่านและอิสราเอลที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
เสียงเรียกร้องให้ใช้บทบัญญัติแก้ไขที่ 25 มาตรา 4
สมาชิกวุฒิสภา คริส เมอร์ฟี ถึงกับโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า หากเขาเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เขาจะใช้เวลาช่วงอีสเตอร์ปรึกษานักกฎหมายเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 ทันที เนื่องจากทรัมป์เข้าข่าย "วิกลจริตโดยสิ้นเชิง" และกำลังนำพาประเทศไปสู่ความตายของคนนับพัน การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนถูกมองว่าเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าประธานาธิบดีอาจไม่สามารถแยกแยะความเหมาะสมของอำนาจที่ตนมีได้อีกต่อไป
ย้อนรอยที่มาของบทบัญญัติแก้ไขที่ 25
ก่อนปี 1967 รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เดิมระบุเพียงกว้าง ๆ ว่าอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีจะตกเป็นของรองประธานาธิบดีในกรณีที่ผู้นำพ้นจากตำแหน่ง ตาย ลาออก หรือ "ไร้สมรรถภาพ" แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าคืออะไร ใครเป็นคนตัดสิน ช่องโหว่นี้เคยสร้างวิกฤตหลายครั้ง เช่น เมื่อปี 1881 ประธานาธิบดีเจมส์ การ์ฟิลด์ ถูกยิงและมีชีวิตอยู่ต่ออีก 80 วันในสภาพกึ่งโคมา หรือกรณีประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ที่ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตและถูกปิดบังอาการนานเป็นปีในปี 1919
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 1963 ซึ่งสร้างความตระหนกไปทั่วโลก สภาคองเกรสตระหนักว่าอเมริกาไม่อาจปล่อยให้ตำแหน่งผู้นำสูงสุดว่างลงแม้แต่วินาทีเดียว โดยเฉพาะในยุคที่การตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ต้องเกิดขึ้นทันที จนกระทั่งสภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบในปี 1965 และได้รับการรับรองเป็นบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1967
กลไกการทำงานของบทบัญญัติแก้ไขที่ 25
บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 แบ่งเป็น 4 มาตราที่ชัดเจน:
- มาตรา 1: การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ระบุว่าหากประธานาธิบดีถูกถอดถอน ถึงแก่อสัญกรรม หรือลาออก รองประธานาธิบดีจะกลายเป็นประธานาธิบดีทันที
- มาตรา 2: การตั้งรองประธานาธิบดีคนใหม่ หากตำแหน่งว่างลง ประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอชื่อและต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
- มาตรา 3: การโอนอำนาจชั่วคราวแบบสมัครใจ หากประธานาธิบดีทราบล่วงหน้าว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถส่งจดหมายแจ้งประธานสภาฯ เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีเป็นรักษาการชั่วคราว
- มาตรา 4: การประกาศภาวะไร้สมรรถภาพแบบไม่สมัครใจ เป็นมาตราที่เป็นประเด็นมากที่สุด โดยอนุญาตให้รองประธานาธิบดีร่วมกับเสียงข้างมากของคณะรัฐมนตรีลงนามในจดหมายแจ้งต่อประธานสภาว่าประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีทันที
ความท้าทายในการใช้มาตรา 4 กับทรัมป์ในปี 2026
เหตุการณ์จลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 คือบททดสอบที่ใกล้เคียงการใช้มาตรา 4 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อแนนซี เพโลซี ประธานสภาฯ ในขณะนั้น กดดันให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ใช้กลไกนี้เพื่อปลดทรัมป์ ทว่าเพนซ์เลือกปฏิเสธ โดยอ้างว่าต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ
ในปี 2026 การเปิดใช้งานมาตรา 4 นั้นน่าจะยากกว่าอย่างมหาศาล เนื่องจากทรัมป์ได้สร้าง "กำแพงแห่งความภักดี" ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยบุคคลที่จงรักภักดีเป็นเลิศ เช่น แพม บอนดี อัยการสูงสุด และ พีท เฮกเสธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งล้วนถูกมองว่าเป็นกลุ่มโรยัลลิสต์ที่ทรัมป์เลือกมาเพื่อกันกระแทกจากกลไกทางกฎหมาย
สำหรับ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีวัย 41 ปี เขาคือตัวละครที่กุมชะตากรรมของประเทศไว้ในมือ เพราะมาตรา 4 ไม่อะลุ่มอล่วยให้ดำเนินการได้โดยไม่มีเขา คำถามสำคัญคือแวนซ์จะกล้าเป็นผู้นำรัฐประหารเงียบหรือไม่ นักวิชาการมองว่าโอกาสนี้มีน้อยมาก เนื่องจากแวนซ์ต้องเลือกระหว่างบุญคุณของทรัมป์กับความอยู่รอดของสหรัฐฯ หากแผนการรั่วไหลเพียงนิดเดียว ทรัมป์ที่มีอำนาจเต็มที่อาจสั่งปลดรัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมขบวนการก่อนที่จดหมายจะถูกส่งถึงสภา
นอกจากนี้ การพิสูจน์ภาวะไร้สมรรถภาพในเชิงกฎหมายยังเป็นสภาวะสีเทา แม้จะมีนักจิตวิทยาออกมาเตือนเรื่องภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น แต่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่าทรัมป์มีความเฉียบแหลมทางปัญญาเป็นเลิศ ท้ายที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือความภักดีที่มักถูกทดสอบด้วยผลประโยชน์แห่งรัฐ หากแวนซ์เห็นว่าพฤติกรรมของทรัมป์กำลังนำประเทศไปสู่สงครามโลกหรือการล่มสลายทางเศรษฐกิจ เขาจะกล้าหันคมดาบเข้าหาผู้ที่ปลุกปั้นเขามาหรือไม่



