ศาลฎีกานัด 24 เม.ย. ชี้ชะตา 44 อดีตสส.ก้าวไกล-พรรคประชาชนเตรียมปรับทัพรับวิกฤต
ศาลฎีกานัด 24 เม.ย. ชี้ชะตา 44 อดีตสส.ก้าวไกล

ศาลฎีกานัด 24 เม.ย. ชี้ชะตา 44 อดีตสส.ก้าวไกล พร้อมพรรคประชาชนเตรียมปรับทัพรับวิกฤต

วันที่ 24 เมษายน 2569 กำลังจะเป็นวันสำคัญที่กำหนดอนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน ว่าจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ เนื่องจากศาลฎีกาได้นัดพิจารณารับคำร้องในคดีของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยศาลจะวินิจฉัยว่าจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ และหากรับแล้ว จะมีคำสั่งให้สส. 10 คนของพรรคประชาชน ซึ่งเคยสังกัดพรรคก้าวไกลมาก่อน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่

ความอลหม่านทางการเมืองและแผนปรับโครงสร้างพรรค

ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดนี้ พรรคประชาชนหรือที่เรียกกันว่า "พรรคส้ม" ก็ได้เตรียมการรับมือด้วยการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน เพื่อปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหม่ หากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย อาจส่งผลให้สส.ทั้ง 44 คน โดยเฉพาะสส.ปัจจุบันของพรรคประชาชน 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน และสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร 2 คน

รายชื่อสส.ที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (หัวหน้าพรรคประชาชน)
  • ศิริกัญญา ตันสกุล (รองหัวหน้าพรรค)
  • รังสิมันต์ โรม (รองหัวหน้าพรรค)
  • วาโย อัศวรุ่งเรือง (รองหัวหน้าพรรค)
  • ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล (รองหัวหน้าพรรค)
  • ณัฐวุฒิ บัวประทุม (อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล)
  • สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
  • ธีรัจชัย พันธุมาศ (สส.กทม.แบบแบ่งเขต)
  • เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร (สส.กทม.แบบแบ่งเขต)

ที่มาของคดีและข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช.

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ที่ระบุว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกลในขณะนั้น เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 เพื่อเอาผิดกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และผู้เกี่ยวข้องอีก 43 คน ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ข้อเรียกร้องหลักจาก ป.ป.ช. มี 4 ประเด็น:

  1. สั่งให้สส. 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
  2. สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
  3. ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตสำหรับทั้ง 44 คน
  4. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

การเตรียมพร้อมของพรรคประชาชนและผู้นำคนใหม่

ก่อนที่วันที่ 24 เมษายนจะมาถึง พรรคประชาชนจำเป็นต้องหาแม่ทัพคนใหม่เพื่อนำพรรคผ่านวิกฤตนี้ และมีความชัดเจนแล้วว่า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ "ดร.ต้น" รองหัวหน้าพรรค จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

รศ.ดร.วีระยุทธ อายุ 47 ปี เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีประสบการณ์การศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ที่สถาบันนโยบายสาธารณะในญี่ปุ่น เขามีบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและเคยถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ของพรรคในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 การขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคของวีระยุทธจะทำให้เขาเป็นหัวหน้าพรรคส้มคนที่ 2 ต่อจากชัยธวัช ตุลาธน และมีภาพลักษณ์เป็น "นักวิชาการ" ซึ่งแตกต่างจากอดีตหัวหน้าพรรคอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่มีพื้นหลังเป็นนักธุรกิจ

ภายใต้ร่มเงาของพรรคส้ม วีระยุทธจะต้องจัดทัพรับมือกับวิกฤตการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากคำสั่งของศาลฎีกา และนำทิศทางพรรคไปสู่ความมั่นคงในอนาคต รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดคะแนนนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ