อนุทิน ชาญวีรกุล ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยผลโหวตออกมาไม่พลิกโผ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง ต่อ 119 เสียงที่คัดค้าน และมีสมาชิกงดออกเสียง 86 เสียง ทำให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอีกสมัยหนึ่ง หลังการโหวตเสร็จสิ้น นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป
ประวัติและเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกุล
นายอนุทิน ชาญวีรกุล เกิดวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 มีชื่อเล่นว่า "หนู" เป็นบุตรชายของนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล อดีต สส. และรัฐมนตรีหลายสมัย เขาจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮอฟสตราในสหรัฐอเมริกา และเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรกในปี 2539 ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เส้นทางการเมืองของเขารุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ โดยเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ต่อมาเขาถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หลังจากพ้นกำหนดในปี 2555 เขาได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากบิดา
ชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ์ส่วนตัว
ด้านชีวิตครอบครัว นายอนุทินสมรสครั้งแรกกับสนองนุช วัฒนวรางกูร ในปี 2533 และมีบุตรสองคนคือ นัยน์ภัค และ เศรณี ชาญวีรกุล ต่อมาเขาได้หย่าร้างและสมรสใหม่กับศศิธร จันทรสมบูรณ์ ก่อนจะหย่ากันอีกครั้งในปี 2562 ปัจจุบันเขาคบหาดูใจกับธนนนท์ นิราษิท หรือ "จ๋า" และได้จดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านพักส่วนตัวในเขตดุสิต โดยมีเจ้าหน้าที่เขตมาดำเนินการให้
ธนนนท์ นิราษิท ยังสำเร็จการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 1 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นเดียวกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 อีกด้วย
การกล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับโหวต
หลังการโหวต นายอนุทินได้กล่าวอภิปรายขอบคุณสมาชิกสภาทุกคนที่เสนอชื่อให้เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาย้ำว่า "ไม่ว่า สส. จากพรรคไหนจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนหรือไม่ แต่ในหัวใจของผม สมาชิกสภาผู้แทนทุกท่าน เสียงของทุกท่านมีความดังเท่ากัน และพร้อมจะฟังคำแนะนำไปปฏิบัติ" พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภาทุกคนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน
เขากล่าวปิดท้ายว่า "ทุกคนคงทราบดี ตั้งแต่เราพบกันในสภา ผมถือว่าทุกคนเป็นมิตรที่ดี และถือประโยชน์ของประเทศและประชาชนร่วมกัน รัฐบาลของผมจะทำหน้าที่บริหารประเทศให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อไป" แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ



