ภาคประชาชน 14 องค์กรชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องรัฐบาลแก้วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
วันนี้ (23 มีนาคม 2569) กลุ่ม 14 องค์กรภาคประชาชน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมยื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรงจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กิจกรรมนี้เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในยามที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อเรียกร้อง 3 ประการจากภาคประชาชน
กลุ่ม 14 องค์กรได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ประการที่มุ่งแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและค่าครองชีพโดยตรง ดังนี้
- การลดราคาน้ำมันและแก๊สหุงต้ม: เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันจากลิตรละ 6 บาทให้เหลือลิตรละ 2 บาท และตรึงราคาแก๊สหุงต้ม (LPG) สำหรับภาคครัวเรือนเป็นระยะเวลา 1 ปี มาตรการนี้คาดว่าจะทำให้น้ำมันลดราคาลงอีกลิตรละ 11 บาท เนื่องจากมองว่าภาษีที่ซ้ำซ้อน เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกองทุนน้ำมัน ภาษีท้องถิ่น และภาษีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันมีราคาแพง
- การลดค่าไฟฟ้า: เรียกร้องให้รัฐบาลลดค่าไฟฟ้าจากหน่วยละ 4.18 บาทให้เหลือหน่วยละ 3 บาท ตามที่พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค: เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา จัดทำสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายในทุกชุมชน และอุดหนุนคูปองน้ำมันให้กับไรเดอร์ผู้ให้บริการขนส่งอาหารและผู้โดยสาร
เสียงสะท้อนจากผู้นำกลุ่มและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน ถือว่าล้มเหลว เนื่องจากมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันสำรองในประเทศที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และมีกลุ่มทุนบางส่วนฉวยโอกาสสร้างกำไรจากวิกฤตการณ์นี้ เขาเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอเกิดจากการตื่นตระหนกจนทำให้เกิดการกักตุน โดยมองว่าไม่น่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่แท้จริง
ภายหลังการแถลงข้อเรียกร้อง กลุ่มฯ ได้จัดกิจกรรมแสดงละครเพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ พร้อมถือป้ายข้อความที่มีข้อเรียกร้องต่างๆ ก่อนจะมอบหนังสือข้อเรียกร้องให้แก่ตัวแทนจากศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล กิจกรรมนี้สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพในวงกว้าง
บริบทของวิกฤตพลังงานและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ เช่น สายการบินที่ปรับค่าธรรมเนียมและขึ้นราคาตั๋ว รวมถึงผู้ประกอบการเรืออวนลากที่ต้องจอดสู้ต้นทุนไม่ไหว ขณะที่แนวโน้มค่าไฟฟ้ารอบใหม่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมอาจพุ่งแตะ 4.59 บาทต่อหน่วย ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น
ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนในครั้งนี้จึงเป็นเสียงเรียกร้องที่สำคัญเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในสถานการณ์วิกฤตที่ท้าทายนี้



