ภูมิใจไทยปิดจ็อบจัดตั้งรัฐบาล 14 พรรค สูตรน้ำเงิน-แดง-12 พรรค เสียง 295 เสียง
ในที่สุดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีฐานที่มั่นสำคัญในจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้ตัดสินใจฟังเสียงสะท้อนจากทั้งภายในพรรคและภาคธุรกิจเอกชนที่เรียกร้องเสถียรภาพทางการเมือง โดยเลือกที่จะไม่รับพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้
การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระ 4 ปี โดยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนในอดีต
สูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ลงตัวที่ 295 เสียง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงอยู่ 22 เสียง ก็ต้องพลาดขบวนไป เนื่องจากเงื่อนไขที่ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องดำรงตำแหน่งประธานสภาราษฎรเท่านั้น ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยเองก็มีตัวเลือกที่เหมาะสมในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว
ทำให้สูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ลงตัวที่ 295 เสียง จากทั้งหมด 14 พรรคการเมือง โดยมีแกนนำหลักคือ:
- พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
- พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
รวมเป็น 267 เสียง เสริมด้วยกลุ่มพรรคร่วมอย่างไทรวมพลัง ประชาชาติ พลังประชารัฐ เศรษฐกิจไทย ไทยสร้างไทย และพรรคเล็กพรรคละหนึ่งเสียงอีก 7 พรรค ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากที่ค่อนข้างมั่นคงในสภา
แผนงานก้าวเข้าสู่อำนาจ
สำหรับขั้นตอนการก้าวเข้าสู่อำนาจนั้น ตามแผนงานจะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ก่อนที่เดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาของการรายงานตัว สส. และเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
จากนั้นในเดือนพฤษภาคมจะเป็นวาระสำคัญในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง ครม. การถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในเดือนมิถุนายน
ผลกระทบต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจ
สัญญาณบวกจากการจับมือกันระหว่างขั้วน้ำเงินและแดงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 7 วันที่ผ่านมาพุ่งทะยานขึ้นทำสถิติปิด ณ วันตรุษจีนที่ระดับ 1,459.68 จุด หรือเพิ่มขึ้นกว่า 105 จุด
จนเป็นที่มาของฉายาใหม่ของนายกฯ ว่า “หนู +100 จุด” สอดรับกับความพยายามของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาส รมว.คลัง ที่ตั้งเป้าผลักดัน GDP ปีนี้ให้เติบโตถึง 3 เปอร์เซ็นต์ หลังจากเห็นสัญญาณบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายที่เติบโตเกินคาด
อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์ที่แท้จริงของรัฐบาลชุดใหม่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้จริงควบคู่ไปกับการบริหารราชการแผ่นดินที่สุจริตและโปร่งใสตามที่สังคมคาดหวัง



