แกร็บทุ่มงบ 10 ล้านบาทหนุนค่าน้ำมันคนขับ ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าบริการ
แกร็บทุ่มงบ 10 ล้านบาทหนุนค่าน้ำมันคนขับ (24.03.2026)

แกร็บทุ่มงบ 10 ล้านบาทหนุนค่าน้ำมันคนขับ ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าบริการ

แกร็บ ประเทศไทย ได้ประกาศมาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือพาร์ทเนอร์คนขับที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้จัดสรรงบประมาณราว 10 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนค่าน้ำมันในรูปแบบการจ่ายเพิ่มตามระยะทางกิโลเมตรที่วิ่งจริง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป

มาตรการช่วยเหลือและแผนรองรับ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา และได้เตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยมาตรการช่วยเหลือคนขับได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมแล้ว

"เรามีการหารือกับทีมงานอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจลากยาวออกไป เนื่องจากความผันผวนของตลาดโลกค่อนข้างสูง บางกระแสบอกว่า 2 สัปดาห์ บางกระแสก็บอกนานกว่านั้น เราจึงต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ" นางสาวจันต์สุดากล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าบริการ

สำหรับประเด็นการปรับค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมส่วนต่างนั้น แกร็บดำเนินการภายใต้กฎหมาย Ride-Hailing ของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีการกำหนดเพดานราคาขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ชัดเจน ปัจจุบันราคายังคงอยู่ในกรอบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

อย่างไรก็ตาม ในฐานะตัวกลางตลาด แกร็บจำเป็นต้องรักษาความสมดุลระหว่างผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์คนขับ หากต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นแต่ราคาค่าบริการถูกตรึงไว้จนคนขับไม่สามารถแบกรับภาระได้และหยุดให้บริการ ผู้บริโภคก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหาตัวรถได้ยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้กลไกตลาดทำการปรับสมดุลในจังหวะที่เหมาะสม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เตรียมโยกงบสนับสนุนบริการเดลิเวอรี

นอกจากนี้ แกร็บยังเล็งเห็นโอกาสในการผลักดันบริการเดลิเวอรี เช่น GrabFood และ GrabMart หากภาครัฐหรือเอกชนมีนโยบายให้กลับมา Work from Home อีกครั้งเพื่อประหยัดพลังงาน โดยบริษัทเตรียมพิจารณาโยกงบประมาณการตลาดจากส่วนธุรกิจนอกบ้านมาสนับสนุนฝั่งเดลิเวอรีแทน เพื่อสร้างอุปสงค์ให้กับร้านอาหารและสร้างรายได้ให้กับคนขับ

"เราอาจนำแนวทางที่เคยใช้ในช่วงโควิดมาปรับใช้ เช่น การให้พาร์ทเนอร์คนขับแท็กซี่เข้ามาช่วยส่งอาหารเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ แต่เราก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงไปถึงจุดนั้น สิ่งสำคัญตอนนี้คือการ Boost Demand ให้ร้านอาหารมีออเดอร์มากขึ้น" นางสาวจันต์สุดากล่าวเสริม

ทางออกในระยะยาวกับรถยนต์ไฟฟ้า

นางสาวจันต์สุดายังได้กล่าวถึงทางออกในระยะยาวว่า พาร์ทเนอร์คนขับที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะได้รับผลกระทบน้อยมากจากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งแกร็บได้ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

การใช้รถ EV สามารถช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานได้ถึง 60-70% เมื่อเทียบกับน้ำมัน ทำให้คนขับกลุ่มนี้มีความคล่องตัวและได้รับผลกำไรที่มั่นคงกว่า

แนวโน้มค่าธรรมเนียมและความท้าทาย

สำหรับแนวโน้มการปรับค่าธรรมเนียม GP หรือค่าคอมมิชชันนั้น ปัจจุบันเพดานอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งบริษัทต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปบริหารจัดการทั้งค่าตอบแทนคนขับและโปรโมชันส่วนลดต่างๆ การจะปรับลดลงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

"เราเข้าใจดีว่าตอนนี้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น การจะตรึงราคาทุกอย่างไปตลอดคงทำได้ยาก แต่เป้าหมายของแกร็บคือการไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เราจะพยายามประคองสถานการณ์และบริหารจัดการ Ecosystem ให้เดินหน้าต่อไปได้" นางสาวจันต์สุดากล่าวทิ้งท้าย