เปิดความเสี่ยงเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 40 ปี เสียคนเก่งรุ่นกลาง
เปิดความเสี่ยงเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 40 ปี เสียคนเก่งรุ่นกลาง

เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 40 ปี: ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมผลักดันโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) แบบสมัครใจ สำหรับข้าราชการพลเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป พร้อมปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประจำ นำงบประมาณไปใช้ด้านการลงทุนและช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น

นายปกรณ์ให้เหตุผลว่าอายุ 40 ปีเป็นช่วงวัยที่ยังมีเวลาและศักยภาพเพียงพอในการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill-Reskill) และปรับตัวเข้ากับการทำงานยุคใหม่ได้ เพราะหากรอให้ล่วงเลยไปถึง 50 ปีขึ้นไป อาจเปลี่ยนสายอาชีพหรือเรียนรู้ทักษะปัจจุบันได้ยากขึ้น ทั้งนี้จะเริ่มต้นในกลุ่มข้าราชการพลเรือนก่อน ในตำแหน่งที่บุคลากรทุกคนมีทักษะหรือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ เช่น พนักงานพิมพ์ หากเป็นประโยชน์ก็จะขยายไปยังหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะมีการศึกษาให้ทันใช้ในปีงบประมาณ 2570

ข้อมูลข้าราชการพลเรือน: อายุเฉลี่ย 42.14 ปี

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ล่าสุดปี 2567 ระบุว่า ไทยมีข้าราชการพลเรือนทั้งหมด 414,088 คน มีอายุเฉลี่ยที่ 42.14 ปี โดยข้าราชการพลเรือนอายุ 41-50 ปี อยู่ที่ 121,545 คน หรือคิดเป็น 29.35%

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า สำหรับร่างงบประมาณปี 2570 มีขนาดงบประมาณเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5% หมายความว่างบประมาณรัฐลดน้อยลง และสัดส่วนงบลงทุนอยู่ที่ 20.8% เท่านั้น โดยมีข้อจำกัดสำคัญคือ “งบบุคลากร” ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นำมาสู่โครงการเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งลดอายุขั้นต่ำลงไปที่ 40 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความเสี่ยงประการแรก: ภาระงานของรัฐ

ดร.นณริฏมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่ “ภาระงานของรัฐ” ที่มีอยู่จำนวนมาก ก่อนหน้านี้ภาครัฐได้พยายามแก้ปัญหาโดยการลดการจ้างข้าราชการ และหันไปใช้การจ้างงานรูปแบบอื่น เช่น พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว เพื่อลดงบประมาณค่าตอบแทนและสวัสดิการ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าปริมาณงานยังมีอยู่จำนวนมากจนต้องจ้างคนเหล่านี้เข้ามา

ดังนั้นหากมีการลดจำนวนข้าราชการ แต่ไม่ปรับปรุงวิธีการทำงานภาครัฐ ภาระงานเดิมยังอยู่ รัฐอาจลดคนได้บางส่วนแต่สุดท้ายก็อาจต้องจ้างคนรูปแบบอื่นเข้ามาทำงานแทน ผ่านมา ภาครัฐเริ่มวางแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ เข้ามาลดงานสนับสนุนบางประเภท เช่น งานคีย์ข้อมูล งานสารบรรณ งานตรวจสอบ ซึ่งเป็นทิศทางที่ควรดำเนินการต่อ แต่ขณะเดียวกันก็ควรต้องทบทวนอย่างจริงจังว่า ภารกิจใดจำเป็นต้องทำต่อ ภารกิจใดควรปรับลดหรือให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นเข้ามาทำแทนได้ โดยภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมและคุ้มครองประชาชน รัฐยังต้องมีบทบาทแต่ควรเลือกรูปแบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และอีกสิ่งที่จำเป็นต้องทำต่อ คือการหาบุคลากรที่มีคุณภาพให้มีจำนวนเพียงพอ

“เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงการทำให้รัฐเล็กลง แต่ควรเป็นการสร้างรัฐที่มีขนาดเหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไปจนสิ้นเปลืองทรัพยากร และไม่เล็กเกินไปจนไม่สามารถดูแลประชาชนหรือสร้างความเป็นธรรมในสังคมได้”

ความเสี่ยงประการที่สอง: สูญเสียคนเก่งระดับกลาง

รัฐต้องระวังการสูญเสียคนเก่งระดับกลาง เพราะโครงการเกษียณก่อนกำหนดที่ 40 ปี เปิดโอกาสให้ข้าราชการระดับกลางบางส่วนออกจากระบบได้ โดยทั่วไปแล้วคนที่ตัดสินใจออกจากอาชีพราชการกลางคัน ต้องเป็นคนที่มีความมั่นใจพอสมควรว่าสามารถไปต่อในตลาดแรงงานอื่นได้ ดังนั้นคนที่เลือกออกอาจไม่ใช่คนศักยภาพต่ำแต่เป็นคนที่มีความสามารถสูงและพร้อมแข่งขันมากกว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น คือระบบราชการอาจกลายเป็นโครงสร้างที่พึ่งพาบุคลากรอาวุโสมากเกินไป ขณะเดียวกันคนรุ่นกลางที่เป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์เดิมกับความคิดใหม่กลับลดจำนวนลง ซึ่งอาจทำให้การปรับตัวของภาครัฐยิ่งล่าช้ากว่าเดิม

ความเสี่ยงประการที่สาม: งบประมาณที่ประหยัดได้จริง

การเกษียณก่อนกำหนดช่วยลดงบประมาณได้จริงแค่ไหน เพราะในมุมของข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการย่อมคำนวณแล้วว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ได้เงินชดเชยสูงพอเมื่อเทียบกับรายได้ สวัสดิการ และความมั่นคงที่จะได้รับหากทำงานต่อจนถึงอายุเกษียณปกติ เท่ากับว่าเงินชดเชยต้องสูงระดับหนึ่ง เพื่อจูงใจให้คนจำนวนมากยอมเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจไม่ได้ประหยัดงบประมาณมากเท่าที่คิด

ความเสี่ยงประการที่สี่: กลไกช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ภาครัฐต้องมีกลไกช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะการออกจากงานพร้อมเงินก้อนไม่ได้นำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นเสมอไป และอาจกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในการถูกเอาเปรียบ หลอกลงทุน หรือเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ ดังนั้นภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ เช่น การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การอบรมทักษะใหม่ การวางแผนการเงิน ให้คำแนะนำด้านการลงทุน ช่วยเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานหรือโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสม

ดร.นณริฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการเกษียณก่อนกำหนดอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการงบบุคลากรได้ แต่ไม่ควรเป็นคำตอบหลักหรือคำตอบเดียวของปัญหานี้ ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ทบทวนบทบาทของรัฐในภาพใหญ่ ว่าภารกิจใดควรทำต่อ ภารกิจใดควรปรับลด และภารกิจใดควรเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน ขณะเดียวกันต้องออกแบบโครงสร้างกำลังคนภาครัฐอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ระบบถูกผูกขาดโดยคนระดับอาวุโสมากเกินไป และไม่ทำให้คนเก่งระดับกลางไหลออกจนภาครัฐสูญเสียพลังในการปรับตัว การกำหนดเงินชดเชยก็ต้องสมดุลระหว่างการจูงใจให้คนเข้าร่วมโครงการกับเป้าหมายในการประหยัดงบประมาณ และที่สำคัญ ต้องมีกลไกสนับสนุนผู้เข้าร่วมโครงการในช่วงเปลี่ยนผ่าน

“การจัดการข้าราชการไทยไม่ควรเริ่มจากคำถามว่าจะลดคนอย่างไร แต่ควรเริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่า คือ รัฐไทยควรทำอะไร ทำมากแค่ไหน และต้องมีคนแบบใดจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”