วันที่ 25 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ได้จัดการประชุมนัดสำคัญนัดแรกของปี พ.ศ. 2569 โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ร่วมระดมความเห็นเพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านจากข้อเสนอเชิงนโยบาย “ขาขึ้น” สู่การปฏิบัติจริงใน “ขาเคลื่อน” ขานรับวิสัยทัศน์ “คนไทยสุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” ภายใต้นโยบายหลัก “MOPH PLUS+” 7 เสาหลัก และเตรียมความพร้อมจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ปลายปีนี้
วิกฤต NCDs หนัก ค่าใช้จ่ายทะลุ 9 แสนล้าน
ที่ประชุม คมส. ได้เห็นชอบผลการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุขเชิงรุก โดยเฉพาะแนวทางพลิกวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคไตเรื้อรัง ดันมาตรการเข้มตั้งแต่ต้นทาง “ลดจิ้ม ลดเค็ม” จากข้อมูลปี 2567 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 และโรคความดันโลหิตสูงพุ่งสูงถึงร้อยละ 30 สร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขแก่ประเทศสูงถึงร้อยละ 5 ของ GDP หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท ซึ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับกลุ่มโรค NCDs โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขานรับนำข้อเสนอจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาขับเคลื่อน
MOPH PLUS+ 7 เสาหลัก สู่ระบบสาธารณสุขระดับสากล
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. เปิดเผยว่า นโยบาย “MOPH PLUS+” 7 เสาหลัก จะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยสู่มาตรฐานสากล (OECD) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ และดูแลขวัญกำลังใจบุคลากรเพื่อป้องกันภาวะสมองไหล ความร่วมมือในการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำให้เป้าหมายเหล่านี้สัมฤทธิผลในชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
สช. เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมทุกภาคส่วน
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในบทบาทของ “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมร้อยทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม พร้อมเป็นพลังหนุนเสริมและเชื่อมต่อการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้นโยบาย “MOPH PLUS+” 7 เสาหลัก ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกลไก คมส. จะช่วยติดตาม ปลดล็อก และประสานงานระดับนโยบายกับกระทรวงอื่นๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ได้ในวงกว้าง
อปท. หัวใจหลักปฏิบัติในพื้นที่
ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองประธาน คมส. และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสังคมและสุขภาวะ เสนอให้มีการนำปัญหาสถานการณ์ดังกล่าวหารือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หวังให้เกิดการสร้างมาตรการทางสังคม โดยให้ชุมชนและครอบครัวร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเห็นชอบการผนึกกำลังร่วมกับสภาพัฒน์ฯ นำข้อเสนอเชิงนโยบายจากมติสมัชชาสุขภาพฯ บรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อปิดช่องว่าง (Gaps) ในทางปฏิบัติ และยกระดับความร่วมมืออย่างเข้มข้นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในฐานะ “กลไกผู้ปฏิบัติในพื้นที่”
นวัตกรรมทางกฎหมายสู้ทุนข้ามชาติ
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ในปัจจุบันภารกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรับมือภัยพิบัติตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก แต่กลับมีข้อจำกัดเชิงระบบและระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณที่ทำให้การทำงานเชิงป้องกันทำได้ยากมาก ขณะเดียวกันวิกฤต NCDs ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมประชาชน ซึ่งเรายังขาดเครื่องมือที่มีพลังเพียงพอในการรับมือ โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อสู้กับอิทธิพลของทุนข้ามชาติและเทคโนโลยีที่ปัจจัยบุคคลไม่สามารถสู้ได้เพียงลำพัง ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องนำ “นวัตกรรมทางกฎหมาย” และเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาเพื่อจัดระเบียบสังคม คุ้มครองผู้บริโภค และสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ต้นแบบบูรณาการพื้นที่จาก พชอ.
นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพสาล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านสาธารณสุข) และที่ปรึกษาระดับกระทรวง กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานข้ามกระทรวงผ่านกลไกการขจัดความยากจนและคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ของกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นต้นแบบของการบูรณาการในเชิงพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงท้องถิ่น ซึ่งการดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบบริการปฐมภูมิ แต่ยังสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทั้งในด้านการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุกและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
วิกฤตเด็กเกิดใหม่ 4 แสนคนต่อปี
นางสาวมนต์ทิพย์ สัมพันธวงศ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยเน้นย้ำถึงวิกฤตจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างน่ากังวลเหลือเพียงประมาณสี่แสนคนต่อปีเท่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการรักษาระดับอัตราการเกิด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพที่ดี แม้ว่าการแก้ไขปัญหานี้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายและหลายประเทศทั่วโลกยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เพื่อความมั่นคงในอนาคต การพูดคุยครั้งนี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทยผ่านการวางนโยบายที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เครื่องมือขับเคลื่อนในพื้นที่
พร้อมเดียวกันนี้ ผู้แทนจากอีกหลายหน่วยงานได้นำเสนอเกี่ยวกับเครื่องมือกลไกการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ อาทิ กองทุน long-term care กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น ศูนย์ดิจิทัลชุมชน



