ถอดรหัสสกุชชี่ 2026: เศรษฐกิจคลายเครียด vs สิ่งแวดล้อม
ถอดรหัสสกุชชี่ 2026: เศรษฐกิจคลายเครียด vs สิ่งแวดล้อม

สกุชชี่ (Squishy) กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเศรษฐกิจคลายเครียด (Stress Economy) และการเติบโตของเทรนด์ Self-Care แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ตามมา

กระแสสกุชชี่กลับมาคึกคัก

สกุชชี่เป็นของเล่นโฟมชนิดพิเศษที่บีบแล้วค่อย ๆ คืนรูปช้า ๆ หรือที่เรียกว่า “ความสโลว์” จุดเด่นนี้ทำให้คนทุกวัยหันมาซื้อเพื่อคลายเครียด โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ และวัยเรียนที่มองว่าเป็นไอเทมที่ต้องมี สกุชชี่เคยโด่งดังทั่วโลกในปี 2017 จากคลิป ASMR แต่หลังจากนั้นความนิยมก็ซาลง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2569 อย่างเต็มรูปแบบ

ตลาดสกุชชี่และเศรษฐกิจคลายเครียด

มีการประเมินว่าตลาดสกุชชี่จะเติบโตถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035 ขณะที่ตลาด Stress Toy ทั้งหมดคาดว่าจะแตะ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 สะท้อนถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจคลายเครียด บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เปิดเผยข้อมูลจากการวิเคราะห์โซเชียลมีเดียระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 พบว่ากระแสการล่าสกุชชี่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายช่องทาง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แหล่งจำหน่ายสกุชชี่ยอดนิยม

อันดับ 1 ตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่น (32.6%) เป็นแหล่งกระจายสินค้าหลัก เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กสามารถปรับตัวและนำสินค้ามาวางขายได้รวดเร็ว อันดับ 2 ตลาดค้าส่งและย่านการค้าเก่า (28.3%) เช่น สำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราช กลับมาคึกคักอีกครั้ง อันดับ 3 ช่องทางออนไลน์ (27.3%) รวมถึงอีคอมเมิร์ซและการไลฟ์สดขายสินค้า อันดับ 4 ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า (11.8%) เนื่องจากสกุชชี่มีราคาถูกและผูกโยงกับวัฒนธรรมการเดินตลาด

ด้าน ลาซาด้า รายงานว่ามียอดค้นหาคำว่า “สกุชชี่” มากกว่า 30,000 ครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการที่สูง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความกังวลด้านความปลอดภัย

ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น จากการสำรวจออนไลน์พบว่า อันดับ 1 ประชาชนติดตามมาตรการของภาครัฐในการกวาดล้างสินค้าอันตราย (60.7%) โดยเฉพาะการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าสู่ตลาด อันดับ 2 ความกังวลเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ (37.0%) เช่น กลิ่นฉุน อาการแพ้ และสิ่งแปลกปลอม อันดับ 3 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (2.3%) แม้ถูกพูดถึงน้อยแต่เป็นประเด็นสำคัญในระยะยาว

ข้อแนะนำจาก สคบ.

สคบ. แนะนำให้ผู้ปกครองเลือกซื้อสกุชชี่ที่มีเครื่องหมาย มอก. มีฉลากภาษาไทย ระบุชื่อผู้นำเข้า/ผู้ผลิตชัดเจน หลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกเกินไปหรือไม่มีแหล่งที่มา เนื่องจากอาจผลิตจากวัสดุเกรดต่ำมีสารเคมีตกค้าง ควรสังเกตกลิ่น หากมีกลิ่นเหม็นฉุนหรือกลิ่นน้ำหอมรุนแรงควรหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ สกุชชี่ที่ทำเลียนแบบอาหารอาจทำให้เด็กเล็กเผลอนำเข้าปาก เสี่ยงต่อการอุดตันหลอดลม

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะจากสกุชชี่

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “สกุชชี่เป็นของเล่นแบบ fast toy ที่มาไวไปไว ตามกระแสแฟชั่นของเด็กๆ เมื่อเลิกเล่นก็กลายเป็นขยะอย่างรวดเร็ว” เนื้อโฟมโพลียูรีเทน (PU) และยาง TPR ที่ใช้ทำสกุชชี่เป็นพลาสติกประเภท Thermosetting ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ต้องนำไปฝังกลบ ซึ่งใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลายและแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม หากเผาจะปล่อยก๊าซพิษ เช่น ไฮโดรเจนไซยาไนด์และคาร์บอนมอนอกไซด์

แนวทางแก้ไข

รศ.ดร.เจษฎา แนะนำให้ซื้อและเล่นอย่างทะนุถนอม ยืดอายุการใช้งาน เลือกซื้อแบรนด์ที่มีคุณภาพแทนของเลียนแบบราคาถูก หากเบื่อและสภาพยังดี ให้นำไปบริจาคหรือส่งต่อ เพื่อลดขยะพลาสติก การเติบโตของธุรกิจสกุชชี่ต้องคำนึงถึงหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และผู้บริโภคต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา

กระแสสกุชชี่ปี 2569 จึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ สภาวะจิตใจของคนยุคใหม่ และการตื่นตัวด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าในสังคมไทย