ปกรณ์ เปิด 3 หลักการแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง คุมเข้มเอกชนทิ้งงาน
ปกรณ์ เปิด 3 หลักการแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง คุมเข้มเอกชนทิ้งงาน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ว่า ขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว โดยวัตถุประสงค์หลักของการปรับปรุงครั้งนี้มี 3 ประเด็นสำคัญ

หลักการแรก: คุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ

หลักการแรกคือการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ โดยจะเน้นพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถในการปฏิบัติงาน และผลงานในอดีต เช่น ประวัติการทำงาน การส่งงานตามกำหนด และประวัติที่ไม่ดี ซึ่งจะนำมาเป็นเกณฑ์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญาทิ้งงาน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะปัญหาเดิมที่ยึดหลักเกณฑ์ราคาต่ำสุดของกรมบัญชีกลาง แต่การเสนอราคาต่ำสุดมักนำไปสู่สินค้าที่ไม่มีคุณภาพและผู้รับเหมาที่รับเงินงวดแรกแล้วทิ้งงานไปตั้งบริษัทใหม่

หลักการที่สอง: กำหนดเกณฑ์รับผิดชอบของคู่สัญญาชัดเจน

หลักการที่สองคือการกำหนดเกณฑ์รับผิดชอบของคู่สัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน เช่น หากเกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายจากผู้รับเหมา เช่น อุบัติเหตุหรืออุปกรณ์ก่อสร้างตกใส่รถหรือประชาชน การตักเตือนในครั้งแรก แต่หากเกิดซ้ำประมาณ 3 ครั้ง รัฐสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ทำให้หลายโครงการค้างไม่มีคนพัฒนา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หลักการที่สาม: วางเงินประกันการอุทธรณ์ก่อนเริ่มงาน

หลักการที่สามคือการวางเงินประกันการอุทธรณ์ก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานและสร้างความมั่นใจให้กับรัฐ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายปกรณ์ยังกล่าวถึงปัญหาการปล่อยโครงการรัฐทิ้งร้างว่า ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าต้องแยกแยะระหว่าง “อาคารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” กับ “เรื่องทุจริต” หากโครงการมีประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรเร่งหาคนมารับช่วงทำต่อ ส่วนการตรวจสอบทุจริตก็แยกดำเนินการ เพื่อไม่ให้โครงการที่เป็นประโยชน์ถูกปล่อยทิ้งร้าง

“การตรวจทุจริตกับประโยชน์การก่อสร้าง ต้องแยกออกจากกัน ไม่เช่นนั้นจะเห็นโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างคาราคาซังแบบนี้ เป็นพันๆ หมื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ เงินลงไปดองมหาศาล สร้างความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจ ฉะนั้นถ้ามีทางออก ควรทำต่อให้จบแล้วเปิดใช้ เพราะทุกปีที่ผ่านไปมีความหมาย ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้อะไรเลย แล้วกลายเป็นวลี ‘ค่าโง่’ อีก” นายปกรณ์กล่าว

นายปกรณ์เชื่อว่าการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้น จะทำให้ผู้รับเหมาไม่กล้าทุจริต เพราะหากกังวลเรื่องทุจริตก็จะไม่กล้าใส่เงินลงไปทำตั้งแต่แรก ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานดีและตรงเวลาควรได้รับแต้มต่อ ส่วนไทม์ไลน์หลังจากนี้ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จะนำร่างกฎหมายไปรับฟังความเห็น จากนั้นจัดทำร่างกฎหมายฉบับหลักและรับฟังความเห็นอีกครั้ง คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนั้นเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอาจเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเดือนกันยายน 2569