ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 นี้ ว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ตีความ
ฝ่ายค้านยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน
สส. พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยพรรคเสรีรวมไทย เข้าชื่อยื่นผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลนัดลงมติในวันดังกล่าว
เหตุผลที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน
สาเหตุหลักของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาจากการที่รัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการอันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว
ยุทธศาสตร์การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
ยุทธศาสตร์กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ แบ่งงบประมาณออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าจากวิกฤตพลังงานและลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน
ส่วนที่ 1 บรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า จำนวน 2 แสนล้านบาท ใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ให้สิทธิคนละ 4,000 บาท เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเงินจาก 300 บาทเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน และประคองเกษตรกรและ SME เพื่อลดต้นทุนการผลิตและรักษาเสถียรภาพธุรกิจขนาดเล็กให้เดินหน้าต่อได้
ส่วนที่ 2 ปรับโครงสร้างพลังงานสู่อนาคต จำนวน 2 แสนล้านบาท ใช้ในโครงการพลังงานสะอาด เพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อลดการใช้ฟอสซิล ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการใช้รถ EV และขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตและพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว
ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ
หากผลวินิจฉัยออกมาเป็นบวก กระทรวงการคลัง โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย วงเงินกู้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท และต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 ทั้งนี้ ให้การกู้เงินนี้เป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยคาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 70%



