“เจี๊ยบ อมรัตน์” โต้ “หมอวรงค์” เรื่องตัดงบ สส. ชี้ชีวิตนักการเมืองไม่หรู เงินเดือนสุทธิ 9 หมื่น หมดกับพวงหรีด-งานบุญ
“เจี๊ยบ อมรัตน์” โต้ “หมอวรงค์” ชีวิต สส. ไม่หรู เงินเดือนสุทธิ 9 หมื่น (16.03.2026)

“เจี๊ยบ อมรัตน์” โต้หนัก “หมอวรงค์” หลังเสนอตัดงบอาหาร-สวัสดิการ สส. ชี้ชีวิตนักการเมืองไม่หรูอย่างที่คิด

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างหนักแน่นผ่านเฟซบุ๊ก กรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้ตัดลดงบประมาณค่าอาหารและสวัสดิการสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเธอชี้ว่า แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะดูดีและสร้างความสะใจให้กับประชาชนที่อาจมีอคติต่อนักการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือแนวคิดที่เต็มไปด้วยอคติและไม่เข้าใจสภาพชีวิตจริงของอาชีพนักการเมืองเลย

เงินเดือนสุทธิ 9 หมื่นบาท เผชิญภาระพวงหรีด-งานบุญรุมจนเงินเกลี้ยง

อมรัตน์เปิดเผยตัวเลขว่า เงินเดือนของ สส. อยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทเศษ แต่หลังจากหักภาษีและเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ แล้ว เหลือเข้าบัญชีสุทธิเพียง 9 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้วันละประมาณ 3 พันบาทนิด ๆ ซึ่งเธอมองว่าไม่ใช่จำนวนที่มากมายอะไร เมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ

จากประสบการณ์ส่วนตัว เธอระบุว่า ค่าพวงหรีดดอกไม้สดสำหรับงานศพพวงละประมาณ 1,200 ถึง 1,500 บาท หากในวันใดมีงานศพที่ต้องส่งพวงหรีดเกิน 2 งาน เงินก็หมดเกลี้ยงแล้ว โดยยังไม่นับรวมงานบวช งานแต่ง งานบุญ กฐินผ้าป่า และกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องเข้าร่วม แม้จะเลือกไปเฉพาะงานที่สำคัญก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น งานสงเคราะห์ค่ารถค่ารักษาพยาบาลผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยต่าง ๆ การสนับสนุนงานวันเด็ก ทีมกีฬาตามที่ได้รับการร้องขอ รวมถึงการบริจาคเงินช่วยเหลือพรรคการเมืองด้วย ซึ่งภาระเหล่านี้ทำให้เงินในบัญชีหมดไวอย่างน่าตกใจ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อาชีพนักการเมืองไม่มั่นคง ภาษีสังคมสูง เตือนตัดงบอาจผลักคนธรรมดาออกไป

อมรัตน์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า อาชีพนักการเมืองไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงเหมือนงานอื่น ๆ แม้แต่ธนาคารยังไม่กล้าปล่อยกู้ให้ซื้อบ้านหรือรถยนต์ โดยไม่มีโบนัสประจำปี แต่กลับต้องเผชิญกับ“ภาษีสังคม” ที่สูงกว่าอาชีพอื่น ๆ โดยเฉลี่ยอย่างมาก อีกทั้งมีวาระการทำงานเพียง 4 ปี ซึ่งจากสถิติแล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาฯ ไม่ได้กลับมาในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

เมื่อหมดวาระ การกลับไปเริ่มต้นชีวิตเดิมที่เคยละทิ้งมาก็ไม่ง่ายนัก และมักจะ“กลับไปต่อไม่ติด” เธอเตือนว่า หากตัดงบประมาณทุกอย่างแบบสุดโต่งเพียงเพื่อให้ดูเท่และสะใจกองเชียร์ คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีทุนรอนก็จะอยู่ไม่ได้ และอาจเลือกที่จะโดดประชุมสภาแทน

ผลที่ตามมาคือ สภาอาจเหลือแต่บุคคลที่มีเงิน มีอำนาจ หรือเข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น ซึ่งขัดกับความหวังที่จะมี“สส.น้ำดี” ที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศเข้ามาทำงาน

เสนอทางออก หาความลงตัวในคณะกรรมาธิการกิจการสภา

อมรัตน์เสนอว่า แทนที่จะตัดงบอาหารและสวัสดิการทั้งหมดแบบเอาสะใจ ควรหาความลงตัวกันในคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ โดยอาจปรับลดค่าอาหารให้สมเหตุสมผล แต่ยังคงมีให้บ้าง เพราะการประชุมสภามักไม่มีเวลาพักกลางวัน และบางครั้งประชุมจนดึกดื่นหรือข้ามคืน ซึ่งการให้ สส. ไปต่อคิวหาซื้ออาหารเองจะเสียเวลาในการทำงานสำคัญ

เธอสรุปว่า หากสังคมต้องการไล่นักการเมืองที่ไร้คุณภาพออกจากสภา อย่าทำให้“สส.น้ำดี” ที่มีไฟและอุดมการณ์ แต่ขาดทุนทรัพย์ ต้องกลัวเสี่ยงและไม่กล้าเข้ามาทำการเมือง เพราะสุดท้ายแล้วประเทศอาจสูญเสียโอกาสในการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น