สหรัฐฯ-อิหร่านลงนามข้อตกลงสันติภาพ 14 ข้อ เปิดทางยกเลิกคว่ำบาตรและฟื้นเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ-อิหร่านลงนามข้อตกลงสันติภาพ 14 ข้อ เปิดทางยกเลิกคว่ำบาตร

วันนี้ (18 มิ.ย. 2569) CNN รายงานการเปิดเผยข้อมูลครั้งประวัติศาสตร์ในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาวได้แถลงรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีการลงนามร่วมกันโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นในลักษณะโครงร่างแผนสันติภาพจำนวน 14 ข้อ มีความยาวในฉบับภาษาอังกฤษไม่ถึง 800 คำ แม้จะเป็นเอกสารสั้นที่ยกยอดรายละเอียดทางเทคนิคหลายประการไว้เจรจาในภายหลัง แต่ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง

สาระสำคัญของข้อตกลงสันติภาพ 14 ข้อ

ข้อที่ 1 การยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบถาวร

สหรัฐฯ อิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร ตกลงยุติการเผชิญหน้าทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและถาวร รวมถึงในเลบานอน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดฉากโจมตีหรือคุกคามอธิปไตยของกันและกันอีกต่อไป CNN วิเคราะห์ว่าข้อนี้ไม่มีการระบุชื่อ "อิสราเอล" หรือ "กลุ่มเฮซบอลลาห์" อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจเป็นจุดเปราะบางเนื่องจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอนเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญ ขณะที่รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ระบุว่าข้อนี้หมายถึงอิหร่านต้องหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงทั้งหมด

ข้อที่ 2 การเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายใน

ทั้ง 2 ฝ่ายให้คำมั่นว่าจะเคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน CNN วิเคราะห์ว่าข้อนี้มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยอมล้มเลิกแนวคิดการผลักดันให้เกิด "การเปลี่ยนระบอบปกครอง" ในเตหะราน ซึ่งขัดกับคำประกาศช่วงเริ่มสงครามที่ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะนำอิสรภาพมาสู่ชาวอิหร่าน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อที่ 3 กรอบเวลาเจรจาสัญญาฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน

ภาคีทั้งสองตกลงที่จะเจรจาเพื่อให้บรรลุ "ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ (Final Deal)" ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย CNN วิเคราะห์ว่าวันลงนามคือวันที่ 17 มิ.ย. ทำให้เส้นตาย 60 วันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 16 ส.ค. ทว่าการเจรจาอาจสะดุดจากวันสำคัญในปฏิทินอิหร่าน ทั้งพิธีกรรมทางศาสนา "วันอาชูรอ" (25 มิ.ย.) และพิธีฝังศพหลายวันของอายาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีในช่วงต้นของสงคราม ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-9 ก.ค.

ข้อที่ 4 การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ภายใน 30 วัน

สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) และอุปสรรคต่ออิหร่านทันที โดยต้องเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และตกลงจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ CNN วิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ มีเส้นตายถึงวันที่ 19 ก.ค. ในการถอนการปิดล้อม อย่างไรก็ตาม คำว่า "พื้นที่ใกล้เคียง" ยังคงไม่ชัดเจนว่ารวมถึงฐานทัพถาวรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียด้วยหรือไม่ หรือหมายถึงเพียงกำลังพลส่วนต่อขยายจำนวน 50,000 นายที่ส่งเข้ามาเสริมในช่วงสงครามเท่านั้น

ข้อที่ 5 การเปิดเส้นทางสัญจรปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม

อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างสูงสุดในการดูแลความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ในการเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เป็นเวลา 60 วัน และต้องเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเคลียร์อุปสรรคทางทหารภายใน 30 วัน โดยอิหร่านจะหารือกับโอมานและรัฐชายฝั่งเพื่อกำหนดการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตตามกฎหมายระหว่างประเทศ CNN วิเคราะห์ว่าอิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านฟรีเฉพาะในช่วง 60 วันของ MOU นี้เท่านั้น แต่การเปิดช่องให้เจรจากับโอมานในอนาคต บ่งชี้ว่าอิหร่านอาจเสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในระยะยาว ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์เชิงรายได้มหาศาลที่สหรัฐฯ อาจต้องยอมอ่อนข้อให้

ข้อที่ 6 เม็ดเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน

สหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค ตกลงที่จะจัดทำแผนการร่วมทุนมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตและข้อยกเว้นทางการเงินที่จำเป็นทั้งหมดให้ CNN วิเคราะห์ว่านี่คือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์แช่แข็งของอิหร่านเองหลายเท่า และน่าแปลกใจที่ทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขนี้ ทั้งที่เขาเคยโจมตีข้อตกลงนิวเคลียร์ยุคโอบามา (JCPOA) ว่าปล่อยเงินให้อิหร่านมากเกินไป ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนก้อนนี้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และ UAE) และเป็นคนละส่วนกับรายได้จากการขายน้ำมัน

ข้อที่ 7 การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทอย่างเบ็ดเสร็จ

สหรัฐฯ รับปากจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่ออิหร่าน ทั้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, มติบอร์ด IAEA รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ (Primary and Secondary Sanctions) ตามตารางเวลาที่จะตกลงกัน CNN วิเคราะห์ว่าการเสนอข้อนี้ถือว่าไปไกลกว่าข้อตกลง JCPOA ในอดีตอย่างมาก เนื่องจาก JCPOA ยกเลิกเฉพาะคว่ำบาตรที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ครั้งนี้จะครอบคลุมถึงมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย (เช่น การคว่ำบาตรกลุ่มเฮซบอลลาห์) ทำให้อิหร่านสามารถกลับเข้าสู่ระบบธนาคารสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ

ข้อที่ 8 คำมั่นสัญญาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และการจัดการสสารเสริมสมรรถนะ

อิหร่านยืนยันว่าจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงจะลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมในคลังสะสม (Down-blend) ในพื้นที่โรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA และจะเจรจากรอบการเสริมสมรรถเนียมเพื่อพลังงานพลเรือนในข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย CNN วิเคราะห์ว่าทรัมป์จะอ้างว่านี่คือชัยชนะที่อิหร่านยอมลงนามว่าจะไม่มีวันครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็มองว่าตนเคยให้สัญญานี้ไว้แล้วในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำใน MOU นี้อ่อนลงกว่ายุค JCPOA และอิหร่านไม่ได้ละทิ้งสิทธิในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

ข้อที่ 9 การรักษาความคลุมเครือและสถานะเดิมชั่วคราว (Status Quo)

ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ทั้ง 2 ฝ่ายจะรักษาภาวะสถานะเดิม โดยอิหร่านจะแช่แข็งระดับโครงการนิวเคลียร์ไว้ ณ ปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมและจะไม่ส่งกำลังทหารเข้ามาในภูมิภาคเพิ่ม CNN วิเคราะห์ว่าสถานะเดิมในปัจจุบันคือ คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านยังคงถูกเก็บรักษาไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย โดยที่สหรัฐฯ ยอมยุติความพยายามที่จะทำลายหรือยึดครองชั่วคราว หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ระดมคว่ำบาตรเครือข่ายขนส่งและสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านอย่างหนักหน่วงในช่วงสงคราม

ข้อที่ 10 การออกข้อยกเว้นพิเศษให้สิทธิอิหร่านส่งออกน้ำมันทันที

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตผ่อนปรน (Waivers) เป็นกรณีพิเศษทันทีหลังลงนาม MOU เพื่อให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเปิดทางให้ระบบธนาคาร การประกันภัย และการขนส่งโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้ในระหว่างรอข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย CNN วิเคราะห์ว่าเป็นการให้ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์แก่อิหร่านทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึง 60 วัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยผ่อนคลายอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ตึงตัวจากสภาวะสงคราม

ข้อที่ 11 การปลดล็อกสินทรัพย์และกองทุนที่ถูกแช่แข็งทั่วโลก

สหรัฐฯ ตกลงจะปล่อยคืนเงินฝากและสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศทั้งหมด โดยให้ธนาคารกลางอิหร่านมีสิทธิขาดในการกำหนดปลายทางของผู้รับผลประโยชน์ และสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตทางกฎหมายที่จำเป็นให้ทั้งหมด CNN วิเคราะห์ว่าก่อนหน้านี้ โมเซน เรซาอี ที่ปรึกษาทางทหารของผู้นำสูงสุดคนใหม่ "อยาตอลเลาห์ มอจตาบา คาเมเนอี" ออกมาระบุว่าอิหร่านเรียกร้องเงินคืนอย่างน้อย 24,000 ล้านดอลลาร์ ทว่านักวิเคราะห์และสื่ออิหร่านประเมินว่า ตัวเลขสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งจริงทั่วโลกอาจสูงถึง 124,000 - 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายนอกประเทศเป็นหลักเพื่อซื้อสินค้าและนำเข้าทุน

ข้อที่ 12 การจัดตั้งกลไกบริหารและตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญา

ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่เป็นกลไกฝ่ายบริหาร เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามความสำเร็จในการปฏิบัติตามข้อตกลงใน MOU รวมถึงความร่วมมือในอนาคต CNN วิเคราะห์ว่าคาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายอาจนำโมเดลการตรวจสอบในอดีตของ JCPOA กลับมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ แม้ว่าทรัมป์จะเป็นผู้ฉีกสัญญานั้นทิ้งในวาระแรกและทำให้อิหร่านล้มเลิกข้อตกลงดังกล่าวไปในเวลาต่อมาก็ตาม

ข้อที่ 13 กลยุทธ์การเจรจาแบบแยกส่วนและขับเคลื่อนตามผลงาน

กระบวนการเจรจาข้อตกลงสันติภาพสุดท้ายจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เฉพาะในหัวข้อที่เหลืออยู่ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงในข้อที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 (การหยุดยิง, ถอนปิดล้อม, เปิดฮอร์มุซ, ปล่อยขายน้ำมัน และคืนเงินแช่แข็ง) ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องแล้วเท่านั้น CNN วิเคราะห์ว่าสะท้อนหลักการทูตของรองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ที่เน้นย้ำว่าข้อตกลงจะมาทีละเฟสและขึ้นอยู่กับพฤติกรรม (Performance-based) โดยสหรัฐฯ พร้อมต้อนรับอิหร่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกหากทำตามเงื่อนไข แต่ก็พร้อมที่จะริบคืนผลประโยชน์ทั้งหมดทันทีหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน

ข้อที่ 14 การบังคับใช้ "ข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย" ต้องผ่านมติ UNSC

ข้อตกลงสันติภาพสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะต้องได้รับการลงนามรับรองและค้ำประกันผ่านข้อมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) CNN วิเคราะห์ว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากร่าง MOU นี้ทำขึ้นแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเพียง 2 ประเทศ แต่กลับระบุให้ข้อตกลงสุดท้ายต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกถาวร UNSC ทั้ง 5 ประเทศ (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย) ซึ่งกลไกนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ หรือระบอบปกครองใหม่ของอิหร่านในอนาคต สามารถฉีกสัญญาหรือบิดพลิ้วข้อตกลงได้ง่าย ๆ เนื่องจากจะกลายเป็นปัญหาระดับโลกทันที