ไทยเผยหลักฐานชัดเจน กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ชายแดน ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยหน่วยได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัยในบริเวณฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด
การตรวจพบฐานปฏิบัติการและอาวุธสงครามของกัมพูชา
จากการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดได้พบฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาจำนวน 3 แห่ง ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนให้เห็นถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจนและมีระบบ โดยหน่วยสามารถตรวจยึดสรรพาวุธที่ถูกละทิ้งภายในฐานดังกล่าวได้หลายรายการ ประกอบด้วย:
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก
นอกจากนี้ หน่วยยังได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดสะเก็ดระเบิด MBV-78A2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นอาวุธต้องห้ามตามอนุสัญญาออตตาวาและขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากเป็นอาวุธที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนโดยไม่เลือกเป้าหมาย
การละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศและผลกระทบต่อความมั่นคง
กองทัพเรือได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การใช้หรือการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อความพยายามในการลดระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
ทั้งนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปตามขั้นตอนที่เหมาะสม ทั้งในมิติด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และการประสานงานตามกรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต