ทรัมป์เผชิญวิกฤตศรัทธา สงครามอิหร่านยืดเยื้อ ดึงเศรษฐกิจและคะแนนนิยมตก
ทรัมป์เผชิญวิกฤตศรัทธา สงครามอิหร่านยืดเยื้อ ดึงเศรษฐกิจตก

"ทรัมป์" กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ สงครามอิหร่านที่คาดว่าจะจบลงอย่างรวดเร็วกลับกลายเป็นหล่มลึก ดึงรั้งเศรษฐกิจและคะแนนนิยมให้ตกต่ำ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำลายสถิติและความสับสนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เปลี่ยนไปมาจนพันธมิตรระอา

วิกฤตศรัทธาของทรัมป์

วันนี้ (7 พ.ค.2569) สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสของ CNN วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะนี้ว่า ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ หากชัยชนะสามารถตัดสินได้ด้วยวาทกรรมเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคงจบลงไปนานแล้วด้วยชัยชนะของวอชิงตัน แต่ในความเป็นจริง สงครามที่ทรัมป์เคยประกาศกร้าวว่าจะใช้เวลาเพียงเดือนเศษ กลับล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 และกลายเป็นสมรภูมิที่บดขยี้ทั้งงบประมาณ ทรัพยากรมนุษย์ และอนาคตทางการเมืองของตัวเขาเอง

กับดักสองชั้นที่ทรัมป์สร้างขึ้น

ปัจจุบัน ทรัมป์กำลังติดอยู่ใน "กับดัก" 2 ชั้นที่เขาสร้างขึ้นเอง ชั้นแรกคือ กับดักทางภูมิรัฐศาสตร์ อิหร่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซคืออาวุธร้ายแรงที่สามารถสยบมหาอำนาจได้ การปิดช่องแคบส่งผลกระทบต่อการลำเลียงพลังงานโลกโดยตรง ทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าที่ทรัมป์เคยคาดการณ์ไว้ ส่วนชั้นที่สองคือ กับดักทางการเมืองในบ้าน คะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงมาอยู่ที่ตัวเลขร้อยละ 30 กว่า ๆ ขณะที่ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกิน 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความสับสนในยุทธศาสตร์

ความสับสนในเชิงยุทธศาสตร์กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของรัฐบาลชุดนี้ โลกได้เห็นการเปลี่ยนชื่อปฏิบัติการจาก "Operation Epic Fury" ไปสู่ "Project Freedom" ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยที่เป้าหมายสุดท้ายยังคงขุ่นมัว มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ พยายามสื่อสารว่าสงครามใกล้จบลงแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ปฏิบัติการคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันกลับถูกระงับหลังจากเริ่มไปได้เพียงครู่เดียว

ความล้มเหลวของยุทธศาสตร์กระสุนเงิน

ยุทธศาสตร์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "กระสุนเงิน" (Silver Bullet) หรือการพยายามทำลายล้างด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ด้วยการสังหารอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด หรือการถล่มฐานทัพอากาศ กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะโครงสร้างอำนาจของอิหร่านถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการสูญเสียผู้นำ และมองว่าการอยู่รอดคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ท่าทีของทรัมป์ที่สะท้อนการหลงลืมความจริง

ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือท่าทีของทรัมป์เอง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ค.) เขาได้กล่าวต่อหน้ากลุ่มครอบครัวของทหารหาญที่ทำเนียบขาว โดยเรียกสงครามครั้งนี้ว่าเป็นเพียง "การปะทะเล็กน้อย" และนำไปเปรียบเทียบกับปฏิบัติการสายฟ้าแลบในเวเนซุเอลาที่จบลงในวันเดียว การปฏิเสธความจริงและพยายามลดขนาดของความรุนแรงในพื้นที่ที่มีทหารสหรัฐฯ นับพันนายเสี่ยงชีวิตอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าประธานาธิบดีกำลังอยู่ในสภาวะหลงลืมความเป็นจริง หรือไม่ก็กำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อรักษาฐานเสียง

ความหวังทางการทูตที่ริบหรี่

ในด้านการทูต ความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือ "บันทึก 1 หน้า" (One-page memo) ที่กำลังมีการเจรจาผ่านคนกลางอย่างปากีสถาน เอกสารนี้ตั้งเป้าที่จะหยุดยิงและให้เวลา 30 วันในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์มองว่าความซับซ้อนของโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และเครือข่ายตัวแทนของอิหร่าน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระดาษแผ่นเดียวที่เน้นความเรียบง่ายตามสไตล์ทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิหร่านได้รับบทเรียนแล้วว่าพวกเขาสามารถสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกได้เพียงแค่ปิดวาล์วน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจอเมริกัน

ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอิหร่านเท่านั้น แต่ธุรกิจและบริษัทสัญชาติอเมริกันกำลังทุกข์ทรมานจากต้นทุนพลังงานที่สูงลิ่ว การประกาศชัยชนะล่วงหน้าของทรัมป์หลายต่อหลายครั้งกลายเป็นเพียงลมปาก เมื่อคู่ต่อสู้ที่เขาเรียกว่าศัตรูที่อ่อนแอ กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงและใช้กลยุทธ์สงครามนอกรูปแบบ โต้กลับจนมหาอำนาจต้องชะงัก

บทสรุป: สงครามที่อาจเป็นบาดแผลฉกรรจ์

หากทรัมป์ยังไม่สามารถหาทางลงที่สง่างามได้ สงคราม "สั้น ๆ" ในจินตนาการของเขา อาจกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่รักษาไม่หาย และอาจส่งผลให้เขาต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง สรุปแล้ว สงครามอิหร่านครั้งนี้คือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้ทรัมป์รู้ว่า ความแข็งแกร่งทางการทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสยบความขัดแย้งที่รากลึกได้ หากปราศจากยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องและการประเมินคู่ต่อสู้อย่างเป็นธรรม วันนี้ทรัมป์ไม่ได้สู้กับแค่อิหร่าน แต่เขากำลังสู้กับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากคนในชาติของเขาเอง ซึ่งเป็นศัตรูที่น่ากลัวกว่าขีปนาวุธใด ๆ ในตะวันออกกลาง