รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยจะเสนอข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมเดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและต่อยอดมาตรการ BOI Fast Pass ซึ่งส่งผลให้การลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2569 เติบโตถึง 18%
รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคทางธุรกิจ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงานในส่วนนี้
ปรับบทบาทภาครัฐสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก
แนวคิดสำคัญของรัฐบาลคือการปรับบทบาทของภาครัฐจากผู้ควบคุมไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแม้ว่ากฎหมายแม่บทจำนวนมากจะมีหลักการที่เหมาะสม แต่กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศย่อยที่สะสมจำนวนมากในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นภาระและต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงที่มีอยู่กว่า 7,000 ฉบับ เพื่อแยกว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล ก็จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น
เอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรค
เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายรวดเร็วขึ้นและตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ในการหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมคณะจากหลายองค์กร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายปกรณ์ ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยขอให้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10-20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย ซึ่งภาคเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
เดินหน้า Super License และระบบตรวจสอบภายหลัง
น.ส.รัชดา เปิดเผยต่อไปว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Super License หรือการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม เพื่อลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง รวมถึงปรับแนวทางจากระบบรออนุญาตก่อนดำเนินการ ไปสู่ระบบตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการปรับปรุงระบบการอนุญาตที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะที่ผ่านมาแล้ว คือ มาตรการ BOI Fast Pass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนได้เร็วขึ้น ส่งผลอย่างสำคัญให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2569 เติบโตถึง 18%
ต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การเป็นประเทศที่แข่งขันได้
การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่



