วันนี้ (18 มิ.ย.2569) 6 พันธมิตรสื่อ ได้แก่ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD ร่วมกับ 4 ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวที "Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ" เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ทั้งเรื่องปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการเมืองหลวง จาก 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครหมายเลข 10 จากพรรคประชาชน
ศูนย์เด็กเล็กเปิดถึง 6 โมงเย็น ลงทุนศูนย์ละ 2 ล้าน
นายชัยวัฒน์ตอบคำถามกรณีการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชน ระบุว่า ปัญหาการดูแลเด็กเป็นปัญหาใหญ่ เพราะวัยหนุ่มสาวไม่กล้ามีลูก และตนเองซึ่งเป็นพ่อของลูกหนึ่งคนทราบดีว่าเลี้ยงเด็กนั้นยากและค่อนข้างแพง หากถามว่าคนในกรุงเทพฯ จะไม่มีสิทธิมีลูกหรือเปล่า ตนเองคิดว่าไม่ ถ้าเป็นผู้ว่าฯ จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดูแลเด็กเล็กได้ดีกว่าเดิม ดูแลตั้งแต่เกิด มีนโยบายเบบี้บ็อก 2,000 บาท ให้ผู้ปกครองเลือกสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก ดึงแม่เข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด และเข้ากลุ่มไลน์ที่มีพยาบาลดูแลช่วยเหลือตั้งแต่ตั้งครรภ์
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดูแลเด็กเล็กได้ดีขึ้น ศูนย์เด็กเล็กจะรองรับเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน และเปิดบริการถึง 6 โมงเย็น เพื่อให้พ่อแม่ไปทำงานได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น และเปิดช่วงเสาร์-อาทิตย์เพื่อให้เด็กทำกิจกรรมมากกว่าอยู่หน้าจอมือถือ จากการลงพื้นที่พบว่าศูนย์เด็กเล็กหลายแห่งยังไม่ได้มาตรฐานและขาดแคลนงบประมาณ จึงมีนโยบายลงทุน 2 ล้านบาทต่อศูนย์ฯ ทั้งพัฒนาสถานที่ บุคลากร อุปกรณ์ และยกระดับสวัสดิการครูพี่เลี้ยงให้ดีขึ้นและเหมาะสม
กางวิสัยทัศน์แก้ปัญหา "ขนส่ง-ทุจริต-น้ำท่วม" ให้คนกรุง
จัดพื้นที่ขายอาหารราคาถูก 50 เขต ติดบอดี้แคมเทศกิจ
นายชัยวัฒน์กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหาบเร่แผงลอยว่า นอกจากเป็นเรื่องปากท้องของผู้ค้าแล้ว ยังเป็นเรื่องค่าครองชีพของคนกรุงเทพฯ ด้วย ย้อนดูข้อมูลปี 2555 ค่าอาหารจานละ 30 บาท ขณะที่ปี 2569 ซึ่งผ่านไป 14 ปี ค่าอาหารขึ้นเป็นจานละ 65 บาท ปรับขึ้น 110% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาทเป็น 400 บาท ขึ้นมาเพียง 33% คนกรุงเทพฯ ยังต้องการเข้าถึงอาหารราคาไม่แพง ซึ่งก็คือแผงลอยต่าง ๆ ถ้าเป็นผู้ว่าฯ กทม. สิ่งที่จะไม่ทำคือการไล่ที่โดยสัญญาว่าจะหาที่ให้ แต่สุดท้ายปล่อยให้ไม่มีพื้นที่ค้าขาย นอกจากนี้ จะสร้างพื้นที่ค้าขายโดยสร้างฟู้ดคอร์ทราคาไม่แพงใน 50 เขต ทั่ว กทม. โดยทีมงาน กทม.จะสำรวจพื้นที่ทั้งของเอกชนและของรัฐ พื้นที่เอกชนจะให้สิทธิประโยชน์ เช่น ด้านภาษี หรือใช้ตึกแถวที่ว่างของเอกชนซึ่งเอกชนก็จะได้ค่าเช่า ส่วนพื้นที่ของ กทม.ที่มีศักยภาพก็จะมีทั้งฟู้ดคอร์ทและการขายสิ่งของต่าง ๆ นอกจากนี้ จะจัดระบบการจองและบริหารพื้นที่แผงลอยให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยรับฟังผู้ค้าหาบเร่แผงลอยว่า จะจัดระบบอย่างไร ใครควรเข้ามาขาย เช่น ให้ผู้ค้ารายเดิมก่อนหรือให้คนในพื้นที่ ซึ่งต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เรื่องสำคัญที่สุดคือ ในยุคของตนจะไม่มีส่วยเทศกิจ ต้องโปร่งใส เทศกิจต้องติดตั้งบอดี้แคมในการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบการทำงานของเทศกิจ ซึ่งจะช่วยให้มีพื้นที่ค้าขายมากขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายส่วย และทำให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงอาหารที่ช่วยลดค่าครองชีพได้
พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ 2 ระดับ
นายชัยวัฒน์กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการขนส่งมวลชนว่า จะทำทั้ง 2 ระดับ คือ ระดับที่ กทม.สามารถทำได้ภายในอำนาจ และสิ่งที่ กทม.ต้องทำนอกเหนืออำนาจ โดยสิ่งที่ทำได้คือการจัดสรรรถเมล์ให้เข้ามาวิ่งในเส้นทางที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรถเมล์มาวิ่ง เพื่อเพิ่มฟีดเดอร์รถเมล์เชื่อมตรอก ซอก ซอย ต่าง ๆ ไปยังรถไฟฟ้า โดย กทม.จะสนับสนุนงบประมาณ นอกจากนี้จะใช้ศักยภาพในการเดินทางทางเรือในคลองให้มากขึ้น เพราะ กทม.มีคลองที่ใช้เดินทางได้จำนวนมาก ถ้าเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะฟื้นเรือเมล์ 3 สาย คือ คลองภาษีเจริญ คลองพระโขนง และคลองแสนแสบถึงนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งจะทำให้มีการเชื่อมโยงระหว่างรถไฟฟ้า รถ ราง และเรือ ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อดีขึ้น นอกจากนี้ที่สำคัญมากคือการเดินเท้าที่จะสะดวกมากขึ้น โดยผู้สูงอายุต้องเดินได้โดยไม่สะดุดหกล้ม และพัฒนาจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จะทำศาลาวินมอเตอร์ไซค์ในจุดที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ควรมีจุดนั่งรอ จุดพักคอย มีหลังคากันแดดกันฝนให้ผู้มาใช้บริการนั่งรอได้
เพิ่มพื้นที่สร้างกิจกรรม แก้ปัญหาคนโสด
นายชัยวัฒน์กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาคนโสดและคนเหงา ระบุว่า ปัญหาความเหงา ปัญหาคนโสดเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะจะทำให้คนเกิดน้อยลง ขาดแรงงานที่จะมาเลี้ยงดูเศรษฐกิจ โดย กทม.จะเข้ามาแก้ไข เพราะขาดพื้นที่ที่คนเหงาจะมาเจอกัน และขาดเวลาที่จะมาเจอกัน แต่จะมาเชื่อมโยงกันมากขึ้นจากกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ถ้าเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะมีนโยบายพัฒนาย่านต่าง ๆ โดยคนในพื้นที่จะพัฒนาจุดขายในย่านของตนเอง เช่น หมู่บ้านศิลปินคลองบางหลวง จะให้คนมาทำกิจกรรมด้านศิลปะร่วมกัน ซึ่งสามารถกระจายในทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ซึ่งคนจะมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ ส่วนกรณีไม่มีเวลาจะต้องแก้ปัญหาการจราจรให้คลี่คลาย แก้ปัญหาขนส่งสาธารณะ รถ ราง เรือ ภายใต้คอนเซปต์ "เมืองแคร์คน คืนเวลาให้กับคน"
ลอกท่อ 100% แยกระบบน้ำเสีย-น้ำฝน
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อนและภูมิอากาศแปรปรวนกระทบต่อคนกรุงเทพฯ โดยตรง คือ ปรากฏการณ์ฝนตกหนักรุนแรงและฉับพลันในระยะเวลาอันสั้น (Rainbomb) ปัญหาฝนตก น้ำท่วม ซึ่งขโมยเวลาของคนกรุงเทพฯ ไป และในระยะยาวคือปัญหาน้ำท่วมเมืองหลวง ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่าในปี 2050 พื้นที่ 1 ใน 3 ของกรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วม หากเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล โดยให้ กทม.เป็นเจ้าภาพ และมีแผนสร้างโครงการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาของการระบายน้ำ โดยจะเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำด้วยการลอกท่อ 100% ทุกปี เพราะที่ผ่านมามีการลอกท่อเพียง 50% ซึ่งจะช่วยระบายน้ำได้หากฝนตกปริมาณมากในระยะสั้น และในระยะยาวจะแยกรางระบายน้ำฝนออกจากรางระบายน้ำเสีย เพราะปัจจุบัน กทม.มีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียอยู่ที่ 50% หากแยกออกจากกันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้ ส่วนน้ำหนุนจะร่วมมือกับรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำ และอุดจุดฟันหลอ 10 จุดให้หมดภายใน 4 ปี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ป้องกันคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทางด้วย AI
นายชัยวัฒน์กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ระบุว่า หลายปัญหามาจากการทุจริต เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งทำได้ดีกว่านี้ได้ เช่น คัดเลือกผู้เสนอราคามาแข่งและเลือกซื้อจากผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด จากข้อมูลพบว่าหน่วยงานท้องถิ่นจัดซื้อของต่ำกว่าราคากลางน้อยที่สุด คือ บุรีรัมย์จัดซื้อต่ำกว่าราคากลาง 1% และอันดับ 2 ซื้อต่ำกว่าราคากลาง 2% ตัวเลขนี้บอกอะไรได้มาก ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นตั้งแต่ต้น เสนอการทำกรุงเทพฯ ให้โปร่งใสด้วย AI จับโกง ผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจในการหยุดยั้งยับยั้งการใช้งบประมาณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นงบประมาณ การสืบราคากลาง การออก TOR การประมูล ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเข้าสภา กทม. และหลังจากออกจากสภา กทม. และสิ่งที่ทำได้เลยคือการทำให้ข้อมูลงบประมาณตั้งแต่ต้นทางโดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์หรือ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ว่าจะแสดงเจตจำนงว่าจะเอาจริงในการแก้ไขปัญหาทุจริตได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.ยังมีอำนาจในการสร้างระบบที่ดีได้ คือ สร้างระบบที่คนทำดีควรได้รับการส่งเสริมให้เติบโต คนที่ทำไม่ดีจะต้องถูกตรวจสอบและนำออกไป
ผลักดันกฎหมายเพิ่มอำนาจ กทม.
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่พรรคนำเสนอมาโดยตลอด โดยเสนอ พ.ร.บ.บริหารกรุงเทพมหานคร เข้าไปยังสภาแล้ว หัวใจสำคัญคือเปลี่ยนจากแนว Positive ที่กฎหมายกำหนดว่า กทม.จะทำอะไรได้บ้าง หากไม่มีกำหนดไว้จะไม่มีอำนาจ เป็นแนว Negative ซึ่งจะกำหนดว่าอะไรที่ กทม.ทำไม่ได้ เช่น เรื่องความมั่นคง เรื่องต่างประเทศ ที่รัฐบาลกลางควรทำ แต่เรื่องการดูแลปัญหาของคนกรุงเทพฯ และปัญหาทับซ้อนจะต้องแก้ที่ตัวกฎหมาย แต่กว่าจะรอกฎหมายผ่านสภาฯ ผู้ว่าฯ ต้องเป็นผู้นำมากกว่านี้ในการทำเรื่องใหญ่ แก้ปัญหาให้จบ โดยไม่คำนึงว่าอยู่นอกเหนืออำนาจของผู้ว่า ผู้ว่าควรเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ และเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพฯ โดยใช้กฎหมายและกลไกด้านอื่น ๆ แก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ



