การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพความขัดแย้งในใจของคนกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน ขณะที่พรรคส้มสามารถกวาดที่นั่ง สก. ได้ถึง 22 ที่นั่งจาก 50 ที่นั่ง คิดเป็น 36% หรือราว 6.6 แสนคะแนน กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภา กทม. แต่ในสนามผู้ว่าฯ กลับพบว่า ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคส้ม ได้รับคะแนนเพียง 1.8 แสนเสียง หรือประมาณ 8% รั้งอันดับ 3 ตามหลัง ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ได้ 2.9 แสนเสียง และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ชนะขาดด้วยคะแนน 1.44 ล้านเสียง หรือ 66%
คนกรุงเลือก สก.ส้ม แต่ไม่เลือกผู้ว่าฯ ส้ม
ตัวเลขชี้ให้เห็นว่ามีคนกรุงเทพฯ เกือบ 5 แสนคนที่เลือก สก.จากพรรคส้ม แต่กลับไม่เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ จากพรรคเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำความสามารถของคนกรุงเทพฯ ในการแยกแยะบทบาทระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยพร้อมให้ส้มทำหน้าที่ตรวจสอบและออกกฎหมาย แต่ยังไม่ไว้วางใจให้บริหารเมือง
เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2565 พบว่าพรรคส้มได้ สก. 14 ที่นั่ง และเพิ่มเป็น 22 ที่นั่งในปีนี้ ขณะที่คะแนนผู้ว่าฯ ของส้มในปี 2565 อยู่ที่ 9% (วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ 2.5 แสนเสียง) และปี 2569 ลดลงเหลือ 8% (ดร.โจ ได้ 1.8 แสนเสียง) แสดงให้เห็นว่าส้มไม่สามารถขยับฐานเสียงในสนามผู้ว่าฯ ได้เลยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ชัชชาติยังแข็งแกร่ง มัลลิกาพลิกขึ้นที่ 2
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ด้วยคะแนน 1.44 ล้านเสียง เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ได้ 1.39 ล้านเสียง ขณะที่ผู้มาใช้สิทธิ์ลดลงจาก 61% เหลือ 49% สะท้อนความมั่นใจของคนกรุงเทพฯ ว่าชัชชาติจะชนะขาด โดยไม่จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิ์มากนัก
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.9 แสนเสียง เอาชนะ ดร.โจ ขาดลอยราว 1.1 แสนเสียง ส่วนหนึ่งมาจากการรวมคะแนนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกระแสต้านส้ม ซึ่งทำให้มัลลิกามีต้นทุนทางการเมืองสูงขึ้นในอนาคต
ปมปัญหาในพรรคส้ม: การเลือกคนและภาพลักษณ์
ดร.โจ มีโปรไฟล์โดดเด่น จบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 1 ปริญญาเอกจากญี่ปุ่น เคยเป็นผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ขาดประสบการณ์บริหารท้องถิ่นและเป็นที่รู้จักน้อยในวงกว้าง ตามที่ KPI โพล สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า "โปรไฟล์เกรดเอ ไม่ได้แปลว่าเสน่ห์เกรดเอ"
นอกจากนี้ยังมีกรณี อ.สุรพล นิติไกรพจน์ ที่ถูกตั้งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. โดย สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ วิจารณ์ว่าพรรคที่ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการกลับให้ตำแหน่งคนที่เคยเป็น "นั่งร้าน" ให้รัฐประหาร โดยไม่เคยขอโทษหรือสำนึกผิด ทำให้ฐานเสียงฝ่ายก้าวหน้าตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรค
ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2568 พรรคต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.กทม. เขตหนึ่ง หลังถูกออกหมายจับคดีฟอกเงินโยงเครือข่ายยาเสพติด พรรคออกมาขอโทษและย้ำสโลแกน "มีส้มไม่มีเทา" แต่เหตุการณ์นี้สั่นคลอนภาพลักษณ์ "แบรนด์การเมืองสะอาด" ของพรรค
บทเรียนสำหรับพรรคส้มในการเลือกตั้งท้องถิ่น
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าพรรคส้มต้องปรับกลยุทธ์ในการส่งผู้สมัครสนามบริหาร โดยเฉพาะการเลือกคนที่มีประสบการณ์และผลงานบริหารท้องถิ่นที่จับต้องได้ มากกว่าการปักธงเพื่อวัดกระแส นอกจากนี้ต้องควบคุมการเลือกคนให้สอดคล้องกับค่านิยมของพรรค และใช้สนามท้องถิ่นเป็นบันไดพิสูจน์ความสามารถก่อนขยับสู่ตำแหน่งใหญ่
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้เขียนบทความ กล่าวว่า "การอยู่ครึ่งๆ กลางๆ คือตัวเลือกที่แย่ที่สุด เพราะเสียทั้งสองทาง" พร้อมให้กำลังใจคนทำงานในพรรคส้มและทีมงานของชัชชาติ



