“พิชาย” วิเคราะห์ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ชี้ทำลายหลักการลงคะแนนลับ เสี่ยงให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้สัมภาษณ์ในรายการ ประจักษ์จับประเด็น ทางไทยพีบีเอส ถึงกรณีบัตรเลือกตั้งที่มี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” โดยระบุว่า การสแกนคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูสามารถใช้โทรศัพท์มือถือตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วที่ประชาชนลงชื่อใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งหมายความว่าจะทำให้สามารถรู้ว่าผู้เลือกตั้งแต่ละคนเลือกใคร
ขัดหลักการลงคะแนนโดยลับ ส่งผลร้ายแรงต่อกระบวนการเลือกตั้ง
รศ.พิชายชี้แจงว่า การที่บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดเช่นนี้ ขัดกับหลักการลงคะแนนโดยลับ อันเป็นหลักการสำคัญในการเลือกตั้งสมัยใหม่ เมื่อขัดกับหลักการนี้ ผลร้ายแรงที่ตามมาคือ รัฐมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวและตรวจสอบได้ว่าประชาชนเลือกพรรคการเมืองใด ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” ซึ่งเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง
เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และมีการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฯเคยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะในอดีต ดังนั้น หากมีประชาชนยื่นฟ้องศาลฯให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ศาลฯจะรับเรื่องไว้พิจารณา และหากสืบค้นได้ว่ามันทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง คำวินิจฉัยก็ต้องทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามแบบแผนของศาลฯในอดีต
กกต.เสี่ยงถูกดำเนินคดี ม.157 จากการควบคุมการเลือกตั้ง
รศ.พิชายยังมองว่า กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่อาจมีคนไปฟ้องว่า กกต.ละเมิดกฎหมายโดยทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งต้องหาข้อมูลว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง และ กกต.ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะกกต.เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งทั้งหมด หากมีผู้ไปฟ้องว่า กกต.กระทำผิดมาตรา 157 ก็จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมและต่อสู้ในคดีต่อไป ดังนั้น ในกรณีนี้ กกต.จะเผชิญความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2569 เช่น กกต.กางกฎหมายเหตุแห่งการนับคะแนนใหม่และสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ กกต.ย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้วและเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงกรณีที่ไม่นับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งบางพื้นที่ และการสั่งเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้ง