ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งให้ กกต. ชี้แจงกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งภายใน 7 วัน ส่อขัดรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. มีรายงานว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ชี้แจงกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนทราบได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดหรือพรรคการเมืองใด โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต. ตอบกลับภายในระยะเวลา 7 วัน
ข้อกังวลเรื่องการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง
คำร้องดังกล่าวระบุว่าการกระทำของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาความลับและความปลอดภัยของการลงคะแนนเสียง โดยผู้ร้องเรียนกังวลว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้เลือกตั้งได้ ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นความลับ
ที่มาของคำร้องและขั้นตอนการดำเนินการ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งทั้งหมด 12 คำร้อง ในจำนวนนี้มี 3 คำร้องที่เกี่ยวข้องกับกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยเฉพาะ ได้แก่ คำร้องจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์, นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ
ตามขั้นตอนปกติของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต. แล้ว ทางสำนักงานจะประมวลข้อมูลและเสนอให้ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลและเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่องทันที
สถานะผู้ตรวจการแผ่นดินและกระบวนการสรรหา
ในปัจจุบัน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ 2 คน คือ นายทรงศัก สายเชื้อ ในตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.ยุทธนา สงวนโภคัย ในตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งที่เหลืออีก 1 คน กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหา ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาที่กำหนดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้
การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวของสังคมไทยต่อกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง



