ครม. อนุมัติงบกลางปี 67 กว่า 2.5 หมื่นล้าน แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร
ครม. อนุมัติงบกลางปี 67 กว่า 2.5 หมื่นล้าน แก้หนี้เกษตรกร

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 25,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

รายละเอียดมาตรการ

มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย โครงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร และโครงการเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้

โครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย

โครงการนี้มีวงเงิน 12,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรที่มีหนี้คงค้างไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย สามารถพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมยกเว้นดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ประมาณ 1.2 ล้านราย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

โครงการนี้มีวงเงิน 8,500 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้คงค้างเกิน 300,000 บาท โดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 3 ต่อปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปสูงสุด 15 ปี รวมถึงการให้สินเชื่อใหม่เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ

โครงการเสริมสภาพคล่องสถาบันการเงิน

โครงการนี้มีวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินอื่นที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องเป็นสมาชิกของ ธ.ก.ส. หรือสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ และต้องมีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หรือหนี้ที่อยู่ระหว่างการติดตามทวงถาม โดยต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 30 กันยายน 2567

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

รัฐบาลคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น และสามารถฟื้นฟูอาชีพการเกษตรได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากนักวิชาการบางส่วนว่า มาตรการพักชำระหนี้อาจเป็นเพียงการชะลอปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น จำเป็นต้องมีมาตรการเสริมอื่นๆ เช่น การเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร และการสร้างรายได้ทางเลือกให้กับเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน