“ศิธา” ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งเสี่ยงละเมิดรัฐธรรมนูญ 60 ยกคำวินิจฉัยศาลปี 49 เทียบปมเลือกตั้งโมฆะ
น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแสดงความกังวลผ่านโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการจัดทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยชี้ว่า หากบาร์โค้ดดังกล่าวเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่าใช้เพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและควบคุมบัตรเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า กกต. ยอมรับวัตถุประสงค์ในการสแกนบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ในภายหลัง ซึ่งอาจขัดกับหลักการลงคะแนนทางลับตามรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกำหนดการลงคะแนนต้องเป็นทางลับ
น.ต.ศิธา ระบุว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
กรณีบาร์โค้ดนี้จึงต้องพิจารณาว่า หากบาร์โค้ดของหน่วยหรือเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด และไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ อาจไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่หากบัตรแต่ละใบมีบาร์โค้ดเฉพาะตัว (Unique Running Number) ที่สามารถสแกนแล้วเชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน นี่อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดทางกฎหมายได้อย่างร้ายแรง
ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 มาเปรียบเทียบ
น.ต.ศิธา ได้ยกตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2549 ที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งบางแห่งจัดคูหาหันหน้าและหันหลังผิดทาง ทำให้ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งศาลไม่ได้พิจารณาว่ามีผู้รู้การลงคะแนนลับหรือไม่ แต่พิจารณาว่าระบบเปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่
สาระสำคัญคือ ระบบการเลือกตั้งต้องไม่เปิดช่องให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนได้ โดยน.ต.ศิธา เน้นย้ำถึงแนวคิด zero knowledge หรือ zero knowledge proof ที่ต้องไม่มีความรู้ใดในโลกที่จะใช้ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้
เตือนภัยหากบาร์โค้ดเป็น Unique Running Number
น.ต.ศิธา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพบว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Running Number ที่ตรงกับต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ใบเดียวที่เป็น zero knowledge หมายความว่าบัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน
เขายังเปรียบเปรยสถานการณ์นี้ว่า “งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลว่าปัญหานี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งหรือข้อพิพาททางกฎหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้
การวิเคราะห์ของน.ต.ศิธา ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความลับในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ และกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ในกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบประชาธิปไตย



